Home ข่าว สุดซึ้ง นศ.เกียรตินิยม เผยเหตุผลเปลี่ยนใจเข้ารับพระราชทานปริญญาฯ หลังเห็นปฏิกริยาของคนที่บ้าน

สุดซึ้ง นศ.เกียรตินิยม เผยเหตุผลเปลี่ยนใจเข้ารับพระราชทานปริญญาฯ หลังเห็นปฏิกริยาของคนที่บ้าน

34 second read
ปิดความเห็น บน สุดซึ้ง นศ.เกียรตินิยม เผยเหตุผลเปลี่ยนใจเข้ารับพระราชทานปริญญาฯ หลังเห็นปฏิกริยาของคนที่บ้าน
0
837

เป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก เมื่อมีเฟซบุ๊กของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวสุดซึ้งถึงเหตุผลที่อยากเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความรู้สึกอยากจะทำแบบนี้มาก่อน แต่พอเมื่อได้เห็นปฏิกริยาของพ่อแม่ที่ความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าตนเองด้วยซ้ำ ความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป ได้รู้เลยว่าตนเองคือความภาคภูมิใจของพ่อแม่ที่อดทนส่งเสียจนเรียนจบ ซึ่งเธอได้มีการโพสต์ระบุข้อความดังนี้

“แม่ ป๊า หนูไม่เข้ารับปริญญาไม่ได้เหรอ? มันค่อนข้างเหนื่อยนะ แถมต้องเดินทางไกลด้วย” ทันทีที่พูดคำนี้ออกมา สีหน้าป๊ากับแม่ก็ดูจะผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ก่อนป๊าจะพูดขึ้นว่า

“ป่าป๊าไปส่งก็ได้ ไปรับก็ได้นะ”



“ให้เขาส่งใบปริญญามาที่บ้านก็ได้นะ ป๊ากับแม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อย”

“ความรู้สึกมันไม่เหมือนกันนะ”

ป๊าพูดแบบนั้น ทำให้แพรฉุกคิดถึงคำพูดของเพื่อนสนิทที่บอกว่า “ชีวิตคนเรามันขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกนะมึง ไม่ใช่เหตุผล”

แปลกดีนะ ปกติแพรก็เป็นคนใช้ความรู้สึกในการใช้ชีวิตมาโดยตลอด สังเกตได้จากหลายบทความที่เขียน แต่พอเป็นเรื่องนี้เรากลับเอาเหตุผลของตัวเองโยนกลับไปให้พ่อกับแม่ที่ตั้งตารอวันนี้อยู่ เหตุเพราะเขาไม่เคยได้มีวันนี้

หลายคนอาจจะบอกว่า พ่อแม่ก็ไม่ควรตั้งความหวังไว้กับลูก แพรก็เห็นด้วยกับเรื่องนั้นเช่นเดียวกันและรู้สึกแบบนั้น จนกระทั่งก่อนวันซ้อมรับปริญญาที่ประสานมิตร

เราขัดรองเท้าเพื่อเตรียมใส่ไปซ้อมในวันถัดไปเรียบร้อยแล้ว ตอนกลางคืนระหว่างที่ตื่นมาเข้าห้องน้ำ กลับเห็นไฟเปิดอยู่

เดินเข้าไปดูก็พบว่า อาม่าเอารองเท้าที่เราจะต้องใส่เพื่อเข้ารับปริญญามานั่งเช็ด และขัดด้วยตัวเอง เราก็ตกใจ รีบเดินไปบอกว่า อาม่าขัดรองเท้าให้แพรทำไม ไม่ต้องขัดหรอก แพรขัดไปแล้ว

อาม่าทำสีหน้าหงุดหงิดก่อนบอกว่า

“ลื้อขัดไม่สะอาดเท่าอั๊วขัดหรอก!!!” และโบกมือให้เราไปนอนถึงจะพยายามยื้อเเย่งรองเท้าคืนมา แต่แกก็ไม่ยอมและตั้งหน้าตั้งตาขัดต่อไป

-แกดูตื่นเต้นกว่าคนรับอีก-

นั่นเป็นเหตุผลแรกที่ความคิดที่จะหลบหนีการซ้อมในวันถัดไปหายไป คงรู้สึกแย่มากกว่ารู้สึกดีแน่ๆ ถ้าจะทำร้ายความรู้สึกของเขาที่ตั้งใจขัดรองเท้าให้เราขนาดนี้

จริงๆ เหตุผลที่ไม่อยากไปงานรับปริญญามีหลายอย่าง จิตใจในปีนี้ไม่พร้อมสำหรับอะไรเลยสักอย่าง ทั้งการพบปะผู้คน ความรู้สึกเหงา รับมือกับอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยจะได้ ทั้งเรื่องเก็บเงิน วางแผนอนาคต มีปัญหากับเพื่อน ฯลฯ

อย่าว่าแต่จะไปงานรับปริญญาที่ต้องพบปะคนมากมายเลย แค่เดินออกจากบ้านยังไม่อยากจะทำเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการที่ต้องไปเจองานที่คนเยอะๆ และก็ไม่รู้จะเอาตัวเองไปลงไว้ตรงไหน จนถึงวันซ้อมรับปริญญาช่วงเช้า รู้สึกเศร้าจนอยากจะหนีกลับบ้าน น้ำตาก็คลอๆ แต่ก็บังคับไว้เพราะกลัวหน้าพัง -..- คิดแค่ว่าเมื่อไหร่พ่อกับแม่จะมานะ จะได้รีบกลับบ้านสักที

ความรู้สึกเศร้าค่อยๆ คลายหายไปเมื่อคนที่เราไม่คิดว่าจะมาก็มาหาเราด้วยความตั้งใจ เราไม่ได้คิดว่าเขาจะมาด้วยซ้ำ แต่เขาก็เต็มใจสละเวลามาหาเรา ทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้อง รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณมากๆ จนอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก แต่ความเศร้าก็ยังหน่วงๆ อยู่ในใจลึกๆ จนกระทั่งตอนที่พ่อกับแม่เดินมาหาเรา

ทันทีที่เห็นรอยยิ้มพ่อกับแม่ คือสัมผัสได้ว่าเขาดีใจมาก ดีใจแบบที่เราไม่เคยเห็นยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มของป๊าทำให้ในหัวฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “เขาดีใจขนาดนี้ แล้วเราจะต้องเศร้าอะไรอีก?” ทำไมเราจะต้องเศร้าในวันที่คนที่รักเราที่สุด ดีใจที่สุดด้วยวะ สิ่งหนึ่งที่เราคิดได้เลยคือ คนมักบอกเสมอว่าพ่อแม่หลายคนชอบเอาลูกเป็นความภูมิใจของตัวเอง ก็ไม่ผิด หลายครั้งพ่อแม่ก็แสดงออกแบบนั้นจริงๆ แต่ว่า หลังจากที่เราเห็นรอยยิ้มพ่อในวันนั้น

เรากลับรู้สึกว่า ไม่ใช่หรอก เราไม่ได้เป็นความภาคภูมิใจของเค้าเพียงอย่างเดียว แต่เราเป็นคนที่ทำให้พวกเขาทั้งสองคน “ภาคภูมิใจในตัวเอง” เขาจะต้องภูมิใจในตัวเขาเอง ที่เลี้ยงคนคนหนึ่งให้เติบโตมาบนโลกใบนี้ได้

สิ่งสำคัญและความเชื่อที่หล่อเลี้ยงจิตใจเขาคือภาพที่เราได้รับพระราชทานปริญญาบัตร ที่เขาไม่มีโอกาสที่จะได้รับ ในยุคของพ่อแม่เรา ภาพนั้นมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับเขามาก และ ความรู้สึกของพ่อแม่แพรสำคัญกว่าเวลาที่จะต้องเสียไปอย่างแน่นอน

ดังนั้นเราจึงเข้าพิธี เพื่อเติมเต็มความรู้สึกของเขา ถึงแม้จะเหนื่อยและหิวมาก แต่เราอยากที่จะเป็นคนที่ทำให้พ่อ แม่ อาม่า และ น้าที่เลี้ยงดูเรามา ภูมิใจ ไม่ใช่ภาคภูมิใจในตัวเรา แต่ภูมิใจในตัวพวกเขาเองต่างหาก ว่าเขาเก่งมาก เก่งมาตลอดที่เลี้ยงเด็กดื้อคนนั้นจนโตขนาดนี้ได้และ แพรรู้ว่าเขาจะต้องภูมิใจในตัวเอง อาจจะโดนคนอื่นมองเราแบบที่เข้าใจผิดไป อาจจะถูกมองว่าเสียเวลา ก็ช่างเถอะ เขาไม่เข้าใจเราเท่าตัวเราเองหรอกเนอะ

ก็แค่ยอมแลกเวลา 4 วันกับการเติมเต็มช่องว่างของความรู้สึกผู้ใหญ่ที่รักเรามากและเริ่มแก่ตัวลง มันไม่เหลือบ่ากว่าแรงเราเสียเท่าไหร่หรอก เราสัมผัสได้ถึงความที่เขาผิดหวังในตัวเองมาตลอดชีวิต เขามักจะพูดว่า “แม่และน้าอยากให้เราได้มากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้, ป่าป๊าเป็นคนไม่เก่ง และหัวไม่ดีเลย”

>>12.12 ลดสนั่น!!ส่งท้ายปี ดีลดีส่งฟรี ช้อปดีมีคืน สนใจคลิก<<

Load More Related Articles
Load More By โกมุนยอง
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

บัณฑิตสาวจบใหม่ ก้มกราบเท้าแม่ ก่อนเหลือบไปเห็นรูปที่วางข้างๆต้องยิ้มตาม

ในชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่ความฝันสูงสุดคือการได้เห็นลูก … …