Home ข่าว อาจารย์หมอจุฬาฯโพสต์ถึงนายกฯ เคสต่างชาติติดเชื้อเข้าไทย ย้ำชัดอย่าเสี่ยงเร่งเปิดประตูปท.

อาจารย์หมอจุฬาฯโพสต์ถึงนายกฯ เคสต่างชาติติดเชื้อเข้าไทย ย้ำชัดอย่าเสี่ยงเร่งเปิดประตูปท.

52 second read
ปิดความเห็น บน อาจารย์หมอจุฬาฯโพสต์ถึงนายกฯ เคสต่างชาติติดเชื้อเข้าไทย ย้ำชัดอย่าเสี่ยงเร่งเปิดประตูปท.
0
3,529

สืบเนื่องจากการที่ นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงเหตุข้อมูลผู้ติดเชื้อใหม่ ปรากฎพบว่ามี 2 เคสสำคัญที่เป็นชาวต่างประเทศ แล้วเดินทางเข้าไทยโดยใช้สิทธิพิเศษ และไม่ยอมปฏบัติตามมาตรการของทางภาครัฐ จนกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในเวลานี้ ที่หลายฝ่ายวิตกกังวลการเกิดวิกฤตการกระจายเชื้อโควิดระลอกสอง

อ่านข่าว – ผู้ว่าฯระยองสั่งปิดโรงแรม ลูกเรือทหารอียิปต์ ป่วยโควิดเข้าพัก กักตัว ตรวจเชื้อ 14 คน ชาวบ้านจี้หนัก บอกมาเลยไปไหนบ้าง

ล่าสุด รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ปัญหาวิกฤติชาติของหลายต่อหลายประเทศ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หากติดตามดู จะพบว่ามาจากนักการเมือง พวกพ้อง และลูกสมุนข้าราชการระดับบริหารที่รับใช้การเมือง ยิ่งฤดูที่ใกล้แต่งตั้งโยกย้าย เราจะยิ่งเห็นปรากฏการณ์เลียแข้งเลียขาหนักขึ้น กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ มีไว้เพื่อแหก เพื่อหาประโยชน์ส่วนตน แต่ไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมากมายเพียงใด



มองภาพรวมแล้วก็มาวิเคราะห์บ้านเมืองเรา ปรากฏการณ์เปิดรับนักท่องเที่ยวขณะมีโรคระบาดช่วงแรก ต่อด้วยการเชียร์จัดแข่งรถ หน้ากากล่องหน หวัดธรรมดา หักหัวคิวโรงแรม การ์ดคนอื่นห้ามตกแต่การ์ดกรูและสมุนตกได้ ยาเสพติดรักษาสารพัดโรค และการปฏิบัติสองมาตรฐาน ยังไม่เห็นมีการจัดการต้นตอสาเหตุ เราจึงเห็นปรากฏการณ์งอกขึ้นเรื่อยๆ จนมาวิกฤติล่าสุดที่ระยองและกรุงเทพมหานคร

การใช้ชีวิตที่เพิ่งเริ่มคืนมาให้เราได้หายใจหายคอ เศรษฐกิจการค้ารายย่อยรายกลางที่เพิ่งได้เริ่มเปิดบริการ ตอนนี้ต้องกลับมาหยุดชะงักอีกครั้ง ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ศบค. และสมช. ไม่ตัดสินใจตัดต้นตอสาเหตุของวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำเล่าออกไป สงคราม COVID-19 นี้เราอาจเพลี่ยงพล้ำในไม่ช้า เพราะตอนนี้มีทั้งศึกนอกศึกใน

ช่วงเวลาที่จะเริ่มเกิดปัญหา หากมองจากประสบการณ์ทั่วโลกแล้ว ของเราจะอยู่ในช่วง 15 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคมนี้ “ฟองสบู่ท่องเที่ยว” ควรโยนทิ้งถังขยะไปยาวๆ อย่างน้อย 6 เดือนค่อยมาประเมินสถานการณ์ใหม่ อย่าหลงคารมแก๊งส์การเมืองที่ปลุกปั่น และกดดันให้รับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเกาะเพื่อหาเงินเข้าประเทศ เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเข้ามาแล้ว ต่อให้เป็นเกาะ ก็ไม่มีทางควบคุมการเดินทางไปที่อื่นได้ ดูอย่างเคสทหารที่ก่อเหตุที่ระยอง แอบหนีไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

นี่คือคำเตือนอย่างจริงจังครับ เจ็บแล้วต้องรู้จักจำ และต้องปกป้องคนไทยของเราให้รอดพ้นปากเหยี่ยวปากกา และพ้นโรคระบาด สถานการณ์ล่าสุด ทั่วโลกติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 198,508 คน ตอนนี้ยอดรวมคือ 13,209,701 คน ตายไปแล้ว 574,556 คน

อเมริกา ติดเพิ่มถึง 63,125 คน รวม 3,473,150 คน
บราซิล ติดเพื่ม 20,286 คน รวม 1,884,967 คน สังเกตว่าช่วงนี้พอบราซิลเอาจริงกับการควบคุมป้องกันโรค ยอดติดเชื้อต่อวันจะลดลงกว่าเดิม
อินเดีย ติดเพิ่ม 28,179 คน รวม 907,645 คน สถานการณ์รุนแรง ไม่ดีขึ้น และคาดว่าจะเกิน 1,000,000 คน ประมาณวันที่ 18 กรกฎาคม
รัสเซีย ติดเพิ่ม 6,537 คน รวม 733,699 คน
อิหร่าน ปากีสถาน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ติดเพิ่มกันเป็นหลักพัน
ส่วนสเปน สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ติดกันเพิ่มหลักร้อยถึงหลายร้อย

ไทยเรา…ตลอดช่วงกรกฎาคมนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ชาวกรุงเทพมหานคร และระยอง ร่วมด้วยช่วยกันใส่หน้ากากเสมอ…ล้างมือบ่อยๆ…อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร…พูดน้อยลง…พบปะคนน้อยลงสั้นลง…เลี่ยงที่อโคจร…และหมั่นสังเกตอาการของตนเองและครอบครัว ใครมีประวัติไปแถวพื้นที่เสี่ยง…สังเกตอาการให้ดีในช่วงสองสัปดาห์นี้ หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ ท้องเสีย…ขอให้รีบไปตรวจรักษานะครับ จะได้ตัดวงจรการระบาด โควิด…ติด…ไม่ใช่แค่คุณ #การป้องกันควบคุมโรคมีมาตรฐานเดียวครับ ประเทศไทยต้องทำได้…ด้วยรักต่อทุกคน”

ก่อนหน้านั้น รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ยังได้โพสต์อีกว่า “กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ศบค. และสมช. ความศรัทธา ความเชื่อมั่น…คือสิ่งที่ทำให้เราทุกคนรอดจากการระบาดระลอกแรก ปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน เราฉุดการระบาดที่คาดว่าจะกระจายไป 350,000 คน มาเหลือ 3,220 คนในวันนี้…เพราะการตัดสินใจดำเนินการล็อคดาวน์ได้ทันเวลาในขณะที่จำนวนเคสสะสมยังไม่เกิน 1,000 คน ตามที่โรงเรียนแพทย์ได้เรียนนำเสนอที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 19 มีนาคม 2563

หากไม่ทำตั้งแต่ตอนนั้น เราก็คงไม่ได้เป็นดังเช่นวันนี้ ผมเชื่อว่า ท่านทราบดีว่าวิกฤติที่ผ่านมานั้นเกิดจากอะไร? เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดนโยบายปิดกั้นนักท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงแรก? เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์เชียร์แข่งรถในขณะที่มีโรคระบาด ทั้งๆ ที่ไม่มีตำราวิชาการแพทย์ สาธารณสุข หรือใดๆ ที่จะแนะนำให้ทำเช่นนั้น? เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์หน้ากากล่องหน หวัดธรรมดา หักหัวคิวโรงแรม ยาเสพติดรักษาสารพัดโรคไม่เว้นแม้แต่โควิด?

เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์สองมาตรฐาน รณรงค์ให้ทุกคนในประเทศป้องกันตัวเต็มที่ แต่มีบางกลุ่มบางพวกที่ไปออกงานกับชาวต่างชาติแล้วไม่ใส่หน้ากาก ไม่เว้นระยะห่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนอย่างมาก?

เหตุใดจึงมีการชงมาตรการการปลดล็อคที่กำลังดำเนินไปด้วยดีในระยะต้นๆ แต่ต้องมาปลดล็อคกิจการเสี่ยงสูงภายในประเทศไปพร้อมกับแง้มประตูประเทศเพื่อเปิดรับต่างชาติหลากหลายกลุ่ม พ่วงไปกับมาตรการหาเงินเข้าประเทศจากการนำผู้ป่วยต่างชาติ…ถือเป็นการเปิดทั้ง”ศึกนอกและศึกใน”ที่หนักหนาทั้งคู่ และควบคุมได้ยากไปพร้อมกัน โดยผมเชื่อว่าไม่มีตำราพิชัยสงครามใดสนับสนุนให้ทำแบบนั้น?

ที่น่าเจ็บใจคือ การชงมาตรการฟองสบู่ท่องเที่ยว ที่ใช้แนวคิดแบบ “ฉันเชื่อใจเธอ เธอเชื่อใจฉัน เราจะไม่กักกัน” หวังจะผลักดันให้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา หาเงินเข้าประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดรุนแรงทั่วโลก ที่วันนี้ทะลุ 13 ล้านคนไปแล้ว ตายไปเกินครึ่งล้าน และอัตราการติดเชื้อเพิ่ม 1 ล้านคนในทุกๆ 5 วัน…สถานการณ์แบบนี้เด็กๆ ชั้นอนุบาล ประถม หรือมัธยม หากเค้าทราบ เค้าคงถามว่า เราปล่อยให้”ใคร”ชงมาตรการอันตรายแบบนี้มาให้พิจารณาได้ ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่าอันตราย เสี่ยงเกินไป และควรวางไว้บนหิ้งไปอีกระยะยาวนานพอสมควร กว่าจะกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่

ส่วนตัวแล้ว ผมได้พยายามให้ข้อมูล ทั้งต่อรัฐ และต่อสาธารณะ ด้วยจิตสำนึกว่า หากได้มีส่วนช่วยในการป้องกันอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ ไม่ให้คนป่วยคนตาย และอยู่รอดจากโรคระบาดที่แพร่กระจายเร็ว รุนแรง แต่ยังไม่มียามาตรฐาน ไม่มีวัคซีนป้องกัน เพื่อยื้อเวลาให้เรามีอาวุธมาช่วยควบคุมได้ ก็ถือว่าชาตินี้ได้ตอบแทนคุณแผ่นดินในฐานะแพทย์ ครูแพทย์ และประชาชนชาวไทยคนหนึ่ง และตั้งใจทำมาตลอดตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นมา

จนกระทั่งวันนี้ เป็นไปตามที่ผมได้เคยเตือนไว้หลายครั้งว่า จะเริ่มเห็นปัญหา หลังปลดล็อครับคนต่างชาติราว 2-6 สัปดาห์ เพราะหลายประเทศที่เกิดการระบาดระลอกสองนั้นล้วนโชว์ประสบการณ์ให้เราทราบมาก่อนหน้านี้ สิ่งที่ใช้เพื่อนำเสนอมาตลอดนั้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อมาต่อสู้กับนโยบายหรือมาตรการที่ไม่เหมาะสม ที่ถูกนำเสนอ กดดัน หรือผลักดันโดยวิถีการเมืองและวิถีการรับใช้การเมือง วันนี้…ผมคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง ก่อนที่จะวิกฤติไปมากกว่านี้

ผมขอกราบเรียนเสนอให้ท่านโปรดช่วยคนไทยให้พ้นจากวิกฤติ ด้วยการใช้”คน”ที่เหมาะสม ดี มีสติ มีปัญญา มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในความเห็นของผมนั้นดูจะเป็นหนทางเดียว เป็นคำตอบสุดท้าย ที่จะช่วยให้ไทยรอดจากปัญหา COVID-19 นี้ได้

ลด ละ เลิก การยอมให้มีการชงนโยบายและมาตรการที่ใช้กิเลสเป็นตัวนำ ในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป เราคงต้องช่วยกันกระตุ้นเตือน และรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยที่รักของเรา รักตัวเอง รักครอบครัว ด้วยการป้องกันตัวอย่างแข็งขัน สม่ำเสมอ ด้วยความจริงที่ว่า ความเสี่ยงตอนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และเราต้องไม่ยอมให้เกิดโรคระบาดระลอกสองกลับมาทำลายเราเหมือนที่เห็นในประเทศอื่นๆ

แนวคิดการยอมให้คนติดเชื้อจำนวนเท่านั้นเท่านี้…เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะสถานการณ์จริงเราจะไม่มีทางควบคุมและจัดการมันได้ครับ โปรดเลือกที่จะเชื่อ…ในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม…โปรดระวัง…เหตุที่เกิดมาในอดีต และจัดการที่ต้นเหตุไม่ให้มีโอกาสมาทำให้เกิดปัญหาซ้ำซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปัญหาที่เกิดนั้นส่งผลโดยตรงต่อสวัสดิภาพ ความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย และความมั่นคงของประเทศ ถ้าไม่ป่วย ไม่ตาย…เรายังมีปัญญาอยู่รอด หาทางทำกินได้ในอนาคต แต่หากป่วยและตาย…เราไม่มีทางชุบชีวิตกลับคืนมาครับ #ใส่หน้ากากเสมอ #ล้างมือบ่อยๆ #อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร #พูดน้อยลงพบปะคนน้อยลงสั้นลง #เลี่ยงที่อโคจร #คอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว ด้วยรักและเคารพต่อทุกคน ประเทศไทยต้องทำได้ครับ…”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ทิ้งท้ายอีกว่า “ชาวต่างชาติใน 11 กลุ่มเป้าหมายที่ศบค.ระบุไว้ว่าอนุญาตให้เข้ามานั้น มีราว 30,000 คน ดังนั้นผมคาดว่าจะมีคนที่มีการติดเชื้อประมาณ 150 คน และจะมีเคสติดเชื้อที่หลุดรอดจากการคัดกรองราว 20 คน

ป.ล.คิดโดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยอัตราการตรวจพบของประเทศไทย 0.5%

แต่ความเป็นจริง หากมาจากประเทศที่มีการติดเชื้อสูงมากอย่างอเมริกา ตัวเลขจะสูงกว่านี้อีกประมาณ 16 เท่า ส่วนประเทศอื่นก็แตกต่างกันไป ตัวอย่างของ 2 เคสล่าสุดที่ “หลุด” มาที่ระยองและกรุงเทพมหานครนั้น คงเป็นสัญญาณเตือน ตอกย้ำความเสี่ยงที่กำลังเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ขืนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา…ก็เตรียมรับระลอกสองได้เลยครับ”

อ่านโพสต์ต้นฉบับ
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10220338886374756&id=1607465964
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10220334618828070&id=1607465964
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10220332946386260&id=1607465964

Load More Related Articles
Load More By ริวซากิ
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

ปธน.ทรัมป์กลับมาลุยงานเต็มตัว ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ติดโควิด

จากที่ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่ง … …