Home ข่าว 7 คณะทำงานอัยการ แถลงป้องรองฯเนตร ชงอสส.ยื่นเอาผิด บอส อยู่วิทยา

7 คณะทำงานอัยการ แถลงป้องรองฯเนตร ชงอสส.ยื่นเอาผิด บอส อยู่วิทยา

38 second read
ปิดความเห็น บน 7 คณะทำงานอัยการ แถลงป้องรองฯเนตร ชงอสส.ยื่นเอาผิด บอส อยู่วิทยา
0
3,621

จากเหตุกรณีการสรุปคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา โดยการไม่สั่งฟ้อง ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ซึ่งหลายๆ ฝ่ายต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด ในขณะที่หลักฐานต่างๆ ก็ชี้ชัดถึงความผิดของ บอส อยู่วิทยา

กระทั่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้ดุลพินิจข้าราชการตำรวจที่มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งพนักงานอัยการ จากกรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ว่า ขั้นตอนทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เปิดเผยว่า กระบวนการทั้งหมดต้องขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะไม่ได้ตรวจสอบจากสำนวน แต่เป็นเรื่องการสืบสวนสอบสวน จึงต้องไปไล่ตามหาความจริงด้วย

อ่านข่าว – เปิดคำชี้แจงทีมกม.ตรวจสำนวน บอส อยู่วิทยา ใช้เวลากว่า 4 เดือนสรุปคดี ก่อนชงบิ๊กตร.ไม่แย้งอัยการ



ล่าสุด คณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ขณะดำรงตำแหน่ง อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง) ประกอบด้วย สมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงาน , นายปรเมศว์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี , นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ซึ่งเป็นคณะทำงาน , นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงาน พร้อมนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงผลการตรวจข้อเท็จจริงการสั่งคดีดังกล่าว

โดยนายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เปิดเผย (ข้อมูลเบื้องต้น) ว่า

1.การทำหน้าที่ของนายเนตร นาคสุข เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด ในการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา

“นายเนตร นาคสุข ได้มีความเห็นและคำสั่งคดีนี้ไปตามพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและสอบสวนเพิ่มเติมซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้นำพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือที่ไม่ได้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนมาสั่งคดี หรือเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคดี

ไปตามอำเภอใจ รวมทั้งมีเหตุผลประกอบตามสมควร และภายหลังที่มีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ได้มีการเสนอสำนวนให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อพิจารณา อันเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลการสั่งคดีของพนักงานอัยการ ซึ่งต่อมาผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว คณะทำงานเห็นว่าการสั่งคดีของนายเนตร เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว”

2.ในชั้นการสอบสวนพบว่าความเร็วที่เกิดขึ้นในการขับขี่รถยนต์ของ นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา อยู่ในเกณฑ์กำหนดตามกฎหมาย จึงถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นไปตามขั้นตอนการพิจารณาสั่งคดีของ นายเนตร นาคสุข

3.ข้อเสนอของคณะทำงาน เนื่องจากมีการตรวจสอบพบสาร Benzoyleegorine เป็นสารที่เกิดขึ้นในเลือดในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย (Metabolism) หลังจากการเสพโคเคน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ และเป็นข้อหาที่ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา จึงเสนอให้อัยการสูงสุด พิจารณาเสนอไปยังผู้บัญชาการ สั่งการให้ดำเนินการฟ้องร้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ในข้อหาดังกล่าว เนื่องจากคดียังไม่ขาดอายุความ

คณะทำงานตรวจพบข้อเท็จริงจากคำให้การของดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องความเร็วของรถยนต์คันก่อเหตุ พบว่าไม่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากไม่ได้มีการลงพื้นที่จริง รวมถึงมีการยอมรับว่าขั้นตอนการให้ข้อมูลไม่มีความสมบูรณ์ และขัดแย้งกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของพนักงานสอบสวน จึงถือว่าเป็นหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงใหม่ ที่ควรได้มีการนำสืบเพื่อเริ่มต้นใหม่ของการสืบสวน สอบสวนใหม่ ซึ่งสามารถกระทำได้ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา อีกทั้งคดีดังกล่าว ณ ขณะนี้ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด

รายละเอียดมีดังนี้
ตำรวจได้มีการทำสำนวนฟ้อง ผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายบอส, ด.ต.วิเชียร ตั้งแต่ต้น โดนนายวรยุทธ ถูกตั้ง 5 ข้อกล่าวหา คือ ขับรถโดยประมาทให้ผู้อื่นเสียชีวิต, ขับรถโดยประมาทให้ทรัพย์สินเสียหาย, ขับรถเร็ว, ไม่หยุดช่วยเหลือ, ขับรถเร็ว และ เมาแล้วขับ ซึ่งพนักงานสอบสวน มีความเห็นไม่ฟ้องใน 2 ข้อหาตั้งแต่ต้น คือ ขับรถเร็วและเมาแล้วขับ เหลือ 3 ข้อหา

ด้าน ด.ต. วิเชียร ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ขับรถโดยประมาทให้ทรัพย์สินเสียหาย แต่มีความเห็นไม่ฟ้องเนื่องจากเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเมื่อตำรวจทำสำนวนความเห็นส่งต่อมาที่อัยการ ก็มีตั้งองค์คณะ และมีความเห็น 7 มี.ค. ซึ่งอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องตามพนักงานสอบสวน ขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย,ทรัพย์สินเสียหาย และหลบหนี

โดย อัยการแย้งให้สั่งฟ้อง ขับรถเร็ว ส่วนเมาแล้วขับ อัยการเห็นด้วยกับสำนวน ทั้งนี้อัยการพิเศษ, อัยการฝ่าย, อธิบดีฯ เห็นด้วย ( เดือน พ.ค.) กับสำนวนที่อัยการสั่ง ทั้ง 3 ข้อหา +1 ประเด็นที่เห็นแย้งกับตร. , ไม่เห็นด้วยตาม ตร. 1 ข้อหา ซึ่งข้อหา เมาแล้วขับที่สั่งไม่ฟ้อง ต้องแจ้งต่อไปยัง ผบ.ตร. (มิ.ย.) ซึ่งก็มีความเห็นพ้องด้วย แต่เมาแล้วขับเห็นพ้องไม่ฟ้อง

กรณี ด.ต. วิเชียร (ผู้ต้องหาที่ 2 ) จึงระงับคดี ไม่ฟ้อง ปัญหาคือ กระบวนการดำเนินไปตามปรกติ แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ เมื่อสำนวนกลับมาจาก ผบ.ตร. ยังยื่นฟ้องไม่ได้ เพราะผู้ต้องหาไม่อยู่ในการควบคุม (ไม่มาพบอัยการ) และ มีการร้องเรียนต่อเนื่องโดยใช้พยานใหม่ – เก่าตลอด ตรงนี้ ข้อหายังคงเป็นในกรอบเดิมตลอด จนกระทั่งหมดอายุความในบางคดี

ผลตรวจสอบพบว่า อัยการมีการแจ้งให้ ตร. นำตัวผู้ต้องหามาส่งโดยตลอด จนในที่สุดจึงมีการออกหมายจับในที่สุด โดยพยานและการร้องเรียน ที่เกิดขึ้นจึงเป็นโรคเลื่อนมาโดยตลอด จนประเด็นการสั่งยกฟ้องเกิดขึ้น มค.63 ซึ่งในการสั่งไม่ฟ้องนั้นลงนามโดย นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด

ในส่วนนี้กรอบของการสอบสวนของคณะกรรมการคือ
1.การสั่งไม่ฟ้องของนายเนตร นาคสุขมีอำนาจหรือไม่?
-นายเนตร ได้มีรับมอบหมายถูกต้อง รวมถึงการร้องเรียนที่เกิดขึ้นของนายบอสนั้น ก็เป็นช่องทางตามกฎหมาย

2.นายเนตร มีขั้นตอน/ดำเนินการอย่างไร
-ตร.ใช้ระยะเวลา 6 เดือนในการส่งสำนวนให้อัยการ
-ประเด็นเรื่องความเร็วรถ ก็มีการสอบสวน ซึ่งรถคันเกิดเหตุวิ่งทางขวาสุด และมีข้อมูลว่า มีรถกระบะวิ่งของนายจารุชาติ อยู่ช่องกลาง จยย.ของด.ต. วิเชียร อยู่ซ้ายสุด

-คำให้การของนายจารุชาติ 3 วันหลังเกิดเหตุระบุว่า จยย. ของด.ต.วิเชียร เปลี่ยนเลนซ้ายสุด เปลี่ยนมาที่เลนกลาง ทำให้นายจารุชาติ ต้องเบรค เปลี่ยนเลนไปซ้ายสุด และได้ยินเสียงการเกิดอุบัติเหตุ
-นายจารุชาติ มาให้การภายหลังว่า ตนเองวิ่งมาราวๆ 80-90 กม./ชม.

-พ.ต.ท. สมยศ และ พ.ต.ท. สุรพล เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ให้ปากคำไว้ว่า ร่องรอยการเฉี่ยวชนไม่ได้เสียหายมาก น่าเชื่อว่าจะไม่ขับเร็ว
-พ.ต.ท. ธนสิทธิ์ นำภาพจากกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบ-พิสูจน์ให้ความเป็นว่า ความเร็ว 177 กม./ชม.

ซึ่งอัยการเชื่อในพยานปากนี้จึงให้สั่งฟ้อง จากนั้นวันที่ 3 ก.ย. 55 เวลา 16.00 น. ได้มีการนำตัวนายวรยุทธไปตรวจเลือด จนพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งหากคิดจากปริมาณที่ตรวจพบ ย้อนกลับไปถึงเวลา 05.20 น. ที่เกิดขึ้น พบว่า จะมีประมาณแอลกอฮอล์สูงเกือบ 400 มก.เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้หมดสติ ทั้งนี้มีพยานในบ้านยืนยันว่า กินหลังเกิดเหตุ

ดังนั้นประเด็นแอลกอฮอล์ ทั้งอัยการ – พนง.สอบสวนจึงเห็นพ้องกันในประเด็นเมาแล้วขับ – ไม่ฟ้อง แต่สารแปลกปลอมอื่นที่พบ คือโคเคน จะมีประเด็นเพิ่มเติมภายหลัง ดังนั้น ประเด็นความเร็ว อัยการไม่เชื่อเห็นแย้งให้ฟ้อง ผู้ต้องหาจึงนำประเด็นไปร้องเรียนข้อความเป็นธรรมเพิ่มเติม ท้ายที่สุด พ.ต.ท. ธนสิทธิ์ ก็ได้มีการให้ข้อมูล/เปลี่ยนแปลงความเร็วลงมาเหลือตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

ในการร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึง สนช. ทำให้มีพยานทั้งชุดเก่า-ชุดใหม่เข้ามาสอบปากคำ ซึ่งทั้งหมดให้การความเร็วที่ 70-90 กม./ชม. จากหลักฐานในสำนวน, ผลการสอบ ทำให้นำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องในประเด็นความเร็ว ซึ่งคณะทำงานที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ก็มีความเห็นว่าผลตรวจพบโคเคน ถือว่า ส่วนนี้เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ซึ่งยังไม่มีการแจ้งความนายบอส จึงเสนออัยการสูงสุด “ดำเนินคดี” ในข้อหานี้

ส่วนประเด็นความเร็วมี พ.ต.ท. ธนสิทธิ์ ที่ระบุ 177 กม./ชม. เพียงปากเดียว จึงเป็นเหตุให้มีการสั่งไม่ฟ้องในประเด็นนี้ ซึ่งถือเป็นสิ้นสุด “ในประเด็นนี้” เว้นแต่มีหลักฐานใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า คดีสิ้นสุด ซึ่งหลังจากมีข่าวออกไป ดร.สธน ให้ข้อเท็จจริงว่า ได้รับหน้าที่ลง พท.พิสูจน์ ร่วมกับ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ แต่คณะทำงานตรวจสอบแล้ว “ไม่พบรายงานชิ้นนี้ในสำนวน” ดังนั้น นี่คือพยานหลักฐานใหม่ ดังนั้นคณะทำงานจึงแจ้งไปยัง พนักงานสอบสวน “ให้เริ่มทำคดีนี้ใหม่”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว แต่ “คดียังไม่จบ” และมีพยานหลักฐานใหม่ ที่จะดำเนินคดีได้ – สั่งให้ดำเนินคดีนี้ต่อไป ส่วนประเด็นโคเคน – ยังไม่มีดำเนินคดี จึงสั่งให้ดำเนินคดีเพิ่มเข้ามา

Load More Related Articles
Load More By ริวซากิ
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

หนุ่มใจทะเล้น ได้บอสเป็นแรงบันดาลใจ ลองแขวนขวดกระทิงแดง ลุ้นเกณฑ์ทหาร ผลออกมาอย่างฮา

เนื่องจากวันที่ 26 ก.ค.63 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งแรก … …