Home ข่าว ศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง ยึดทรัพย์ทนายจอมแสบ โกงเงินน้องบีม เด็กสาวโดนรถชนจนพิการ

ศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง ยึดทรัพย์ทนายจอมแสบ โกงเงินน้องบีม เด็กสาวโดนรถชนจนพิการ

30 second read
ปิดความเห็น บน ศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง ยึดทรัพย์ทนายจอมแสบ โกงเงินน้องบีม เด็กสาวโดนรถชนจนพิการ
0
8,451

สืบเนื่องจากกรณี น้องบีมหรือ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี ที่พิการต้องนั่งรถวีลแชร์ตระเวนขายของกับแม่ คือ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แถววัดชลประทานรังสฤษดิ์ หลังครอบครัวประสบอุบัติเหตุพ่อเสียชีวิต แม่บาดเจ็บสาหัส ส่วนตัวเองต้องพิการขาทั้งสองข้าง และได้ต่อสู้คดีกับคู่กรณีจนชนะได้เงิน 5 ล้านบาท แต่กลับถูกนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 60 ปี อดีตทนายความ โกงเงินไปเกือบ 5 ล้าน เนื่องจากถูกหลอกให้เซ็นมอบอำนาจ จนมีการต่อสู้ในชั้นศาลยุติธรรมมาเป็นลำดับ

(คลิกอ่านข่าวประกอบ : คนชั่วต้องใช้กรรม!!! ศาลสั่งจำคุก5ปี12เดือน ทนายจอมแสบ “พิสิษฐ์” โกงเงิน “น้องบีม” เด็กสาวชะตาอาภัพ โดนรถชนจนพิการนั่งวีลแชร์ตลอดชีวิต!?!

ล่าสุด ว่าที่พันตรีสมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา พร้อมคณะทำงานให้ความช่วยเหลือ นางสาวภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม พร้อมด้วย นางสาวพรทิพย์ จันทรรัตน์ มารดา ได้ร่วมกันแถลงผลสรุปการให้ความช่วยเหลือทางคดี



โดยระบุว่า วานนี้ ( 13 ก.ค.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีแพ่งถึงที่สุด เรื่องการบังคับผลการชำระหนี้ สืบเนื่องจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีอุบัติเหตุ แต่ต่อมานายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อดีตทนายความของผู้เสียหายได้ออกอุบายให้ผู้เสียหายเซ็นมอบอำนาจโดยไม่ชอบ เพื่อนำไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และนำเช็ค 29 ฉบับเป็นเงินกว่า 3 ล้าน 5 หมื่นบาทไปขายลดคืนในราคา 9 แสนบาท

ทั้งนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า การกระทำดังกล่าวไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ ส่อไปในทางทุจริต จึงพิพากษาแก้ ให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามเดิม เป็นผลให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินการบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไปได้ โดยกระบวนการต่อไป เนื่องจากในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ก็มีตัวแทนจำเลยอยู่ร่วมฟังอยู่แล้ว

ดังนั้นขั้นตอนต่อไปก็จะดำเนินการสืบทรัพย์ของจำเลยตามคำพิพากษา เพื่อออกหมายบังคับให้นำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้ให้กับผู้เสียหายต่อไป ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 30 วันหลังศาลอ่านคำพิพากษา และจากข้อมูลทราบว่าปัจจุบัน บริษัทรถบรรทุก ยังคงประกอบกิจการตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการติดตามสืบทรัพย์ และนำทรัพย์ไปขายทอดตลาด โดยขั้นตอนระหว่างนี้จำเลยก็ยังสามารถพูดคุยเจรจากับผู้เสียหายได้ ซึ่งทางเนติบัณฑิตยสภา ก็จะจัดทนายความคอยให้คำปรึกษาต่อไป

ทางด้านน้องบีม ยอมรับว่าที่ผ่านมาก็ใช่ชีวิตยากลำบากมาโดยตลอด และยังคงช่วยมารดาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายกาแฟ ทำกายภาพบำบัด และเรียน กศน. เพื่อลดภาระการดูแลของแม่ ขณะที่อาการบาดเจ็บ แพทย์ระบุว่ายังต้องทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีอาการหลังคด ส่วนเรื่องความหวังที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง ยังเป็นไปได้ ต้องหมั่นออกกำลังกาย จิตใจต้องเข้มแข็ง และต้องมีโชค ทั้งนี้ยังได้กล่าวคำขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด แม้จะเคยแอบรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะถูกทอดทิ้งอีกหรือไม่ และอยากฝากไปถึงบริษัทรถบรรทุก อยากให้เมตตาตนเองและมารดา เข้ามาเจรจากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป

สำหรับคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยพิพากษาให้ชำระเงินให้กับมารดาน้องบีม เป็นเงินประมาณ 1 ล้าน 6 แสนบาท , ให้น้องบีม เป็นเงินกว่า 2 ล้าน 3 แสนบาท และเมื่อรวมกับโจทก์ที่เหลืออีก 3 คน รวมเป็นเงินที่ต้องชดใช้กว่า 4 ล้าน 9 แสน 5 หมื่นบาท ไม่รวมค่าทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียม

Load More Related Articles
Load More By ริวซากิ
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

ทนายแสบยอมคืนบ้านให้ป้าบุรีรัมย์แล้ว หลังประมูลได้จะขายให้ 4 ล้าน สวนทุกกระแสด่าอ้างทำถูกกม.

จากกรณีที่ป้าวัย 56 ปีเดือดร้อนจนต้องขึ้นป้ายขอความช่วย … …