Home ข่าว เด็กม.6 โทรหาครูขอความช่วยเหลือ แต่ยิ่งสืบก็ยิ่งมีพิรุธมากมาย จนครูแทบไม่ได้นอน

เด็กม.6 โทรหาครูขอความช่วยเหลือ แต่ยิ่งสืบก็ยิ่งมีพิรุธมากมาย จนครูแทบไม่ได้นอน

30 second read
ปิดความเห็น บน เด็กม.6 โทรหาครูขอความช่วยเหลือ แต่ยิ่งสืบก็ยิ่งมีพิรุธมากมาย จนครูแทบไม่ได้นอน
18
17,549

เรียกว่าเป็นเรื่องราวที่อยากให้อ่านมากๆ แม้มันจะยาวก็ตาม โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เป็นคุณครูได้โพสต์เรื่องราวระบุว่า “เรื่องนี้ยาวมากแต่อยากให้อ่าน” ครูคิดเรื่องนี้มานาน คิดแล้วคิดอีกว่าครูจะทำอย่างไรดี ที่จะไม่เสียหายกับใคร แต่จะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆคน ในตอนแรกคิดว่าจะปล่อยผ่านให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามกฏแห่งกรรม แต่ครูตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะยังมีผู้ที่เดือดร้อนจากเรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง ครูไม่ควรอยู่เฉย อย่างน้อยครูควรจะเล่าเพื่อเป็นการเตือนภัยก็ยังดี

เรื่องนี่อาจจะละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อจิตใจ แต่ครูขอยืนยัน ว่าครูไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ใครเสียหาย ครูเพียงเล่าเรื่องจริง ที่มันเกิดขึ้นในชีวิตครู จากเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น และหวังเพียงแค่ว่า หากเด็กคนนี้เลิกการกระทำนี้ หรือผู้ปกครองจะให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้น หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆสามารถแก้ปัญหานี้ได้ดีกว่าครู หรือแม้แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ก็เก็บไว้เตือนให้ตนเองมีสติเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ยังดี ครูหวังแค่นั้นจริงๆ ต้องขออภัยที่ต้องเปิดเผยข้อมูลและความจริงบางส่วน เพราะการที่จะชี้แจงอะไรก็ตาม ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง สำคัญที่สุด ขออนุญาตบุคคลทุกคนที่ครูอ้างอิงในเรื่องนี้ด้วยนะคะ…

วันที่ 13 เมษายน 2563 เวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ครูกำลังขับรถกลับมาจากไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็มีโทรศัพท์ เบอร์แปลกโทรเข้ามา ครูรับสาย ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิง ถามว่า”เบอร์ครูมยุรีใช่มั้ยคะ” ครูตอบว่าใช่ แล้วเด็กคนนั้นก็ร้องให้ออกมา แล้วพูดขึ้นมาว่า”ครูคะ หนูควรจะผูกคอตายดีมั้ยคะ” ครูใจหายแว๊บ ตัวชา แต่ยังมีสติ ที่จะจอดรถชิดซ้ายข้างทาง แล้วตอบกลับไป “เดี๋ยวนะ หนูชื่ออะไร มีปัญหาอะไร ค่อยๆพูด ใจเย็นๆ” เด็กคนนั้น บอกครูว่า เขาอยู่ ม.5 ชื่อ โสชานันท์ แต่ครูคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะเด็ก ม.5 ไม่มีชื่อนี้ ครูถามใหม่ เขาบอกว่าชื่อสุชานัน อยู่ห้อง 5/2 …



ในขณะที่ครูกำลังถามและปลอบเขาว่ามีปัญหาอะไร เกิดอะไรขึ้น ครูก็ทักไปหาเด็ก ม.5/2 เพื่อหาข้อมูลเด็กคนนี้ ปรากฏว่า ไม่มีชื่อนี้ เอาล่ะซิ เขาอาจจะไม่กล้าบอกความจริง เพราะกลัวแต่ ไม่เป็นไร ครูค่อยๆปลอบเขาว่าปัญหาเรื่องการเรียน มันแก้ไขได้ ไม่จำเป็นต้องฆ่าตัวตาย คนบางคนมันติดศูนย์สิบกว่าตัว มันยังไม่เป็นไรเลย แก้แล้วก็เรียนจบได้ ให้ใจเย็นๆก่อน ซักพัก เด็กเขาบอกว่า”ครูมีเบอร์ ครูผึ้งม้่ยคะ หนูจะคุยกับครูผึ้ง” พอครูบอกว่า ไม่มี เด็กคนนี้ก็บอกว่า “พอดี หนูได้จากเพื่อนแล้วค่ะ หนูโทรคุยกับครูผึ้งก่อนนะคะ” แล้วก็วางสายไป…

นานประมาณครึ่งชั่วโมง ด้วยความร้อนใจ ครูโทรกลับไป ถูกตัดสายทิ้ง 4 สาย ครูก็เลยตัดสินใจขับรถต่อ แต่ขับต่อมาได้ประมาณ 2 กิโล ก็มีสายโทรเข้าอีก ครูรับสาย และจอดรถข้างทางอีกครั้ง ครั้งนี้ เด็กอารมณ์ดีขึ้น บอกว่าได้คุยกับครูผึ้งแล้ว และครูผึ้งบอกให้มาปรึกษาครู ซึ่งเด็กบอกว่า ปัญหาของเขาจริงๆไม่ใช่เรื่องเรียน แต่เป็นเรื่องที่เขาทัองได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว โดยท้องกับผู้ชาย ม.6 แต่ผู้ชายไม่ให้เอาไว้ เพราะเขามีแฟนอยู่แล้ว และ ผู้หญิงที่เป็นแฟนเขาก็ท้องเช่นกัน เขาต้องรับผิดชอบ ลูกในท้อง และพ่อแม่ก็รับรู้แล้ว…

ครูยอมรับว่าปัญหาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ครูเริ่มคำนวน ว่าเด็กอยู่ชั้น ม.5 ตอนนี้ ท้อง 6 เดือน อีก 3 เดือนคลอด จะทันเปิดเทอมมั้ย จะเอายังไงดี ในขณะที่สมองครูกำลังทำงานอย่างหนัก เด็กก็บอกมาว่า”หนูจะทำแท้ง หนูสั่งยาทางเน็ตมาแล้ว หนูจะจัดการคืนนี้” ครูตกใจมาก รีบห้ามทันที เพราะมันอันตรายมาก อายุครรภ์ 6 เดือน มันอาจทำให้เสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก ครูตัดสินใจโทรหาครูผึ้ง เพื่อสอบถามว่าเด็กคนนี้ คุยอะไรกับครูผึ้งบ้าง ประเด็นคือทำยังไง ไม่ให้เด็กทำตามที่บอก เพราะไม่อยากให้สิ่งที่ไม่ควรเกิด ต้องเกิดขึ้นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของเด็กคนหนึ่ง…

ในวันนั้น ครูไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากติดต่อกับเด็กนักเรียน เพื่อหาข้อมูลให้ได้เยอะที่สุด เด็กผู้ชาย ม.6 ที่มีแฟนอยู่ ม.5 ตกเป็นผู้ต้องสงสัยทุกคน ทีมนักสืบของครูทำงานกันหนักมาก แต่ที่ได้มาคือความว่างเปล่า มันไม่มีอะไร ที่จะเป็นที่มาของเรื่องนี้ ดังนั้น ครูต้องเป็นคนเดียวที่จะหาข้อมูลได้ เพราะครูติดต่อกับเด็กได้คนเดียว ตอนค่ำๆ ครูโทรไปหา เด็กบอกว่ากำลังจะกินข้าว เขาเริ่มที่จะพูดคุยกับครู แบบไม่ร้องให้ เล่าอะไรให้ครูฟังมากขึ้น ตอบคำถามมากขึ้น เขาเล่าให้ครูฟังว่าเขามีเพศสัมพันธ์ กับรุ่นพี่ในห้องน้ำหญิง เวลาหลังเลิกเรียน ครูเริ่มคิดตาม ห้องน้ำหญิงมี 3 ที่ แต่ละที่ ไม่ได้อยู่ในที่ลับตาคนเลย แล้วมีกล้องวงจรปิดเกือบทุกจุด มันจะเกิดเรื่องนี้ได้ยังไง แต่ในใจก็ต้องเผื่อไว้ เพราะอะไรที่คาดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ…

เมื่อเขาสบายใจก็วางสายไป โดยที่ครูยังไม่ได้ข้อมูลจากเขาคือ เขาชื่ออะไร และบ้านอยู่ไหน แต่ครูก็ยอมรับว่าในสมองของครู คิดกังวลแต่เรื่องของเขาเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น เรียกว่าไม่เป็นอันทำอะไร เพราะกังวลว่าเขาจะทำแท้ง และแล้วในคืนนั้นประมาณ5ทุ่มกว่าๆ เด็กคนนั้นโทรมาอีกครั้งร้องให้เหมือนเดิม และบอกว่าปวดท้อง ครูถามว่ามีอาการเป็นอะไร เขาบอกว่า เจ็บทางด้านขวาเหมือนกับจะเป็นไส้ติ่ง ครูแนะนำให้เขาไปเรียกผู้ปกครองให้ไปส่งโรงพยาบาล เขาก็ปฏิเสธ บอกว่าไม่ไป เขากลัว แต่ขอร้องให้ครู อยู่เป็นเพื่อน ไม่ต้องคุยก็ได้ แต่อย่าวางสาย จนกว่าเขาจะหลับ คืนนั้นครูต้องนั่งฟังสียงเขาหายใจจนหลับไป เกินกว่า 30 นาที จนกระทั่งสายตัดไปเอง สรุปแล้ว ในวันนี้ ครูโทรคุยกับเขาทั้งหมด 8 ครั้ง รู้แค่อย่างเดียวว่าเขาชื่อโดนัท ชื่อจริงไม่รู้ บ้านอยู่ไหนก็ไม่รู้ เรียนชั้นไหนก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย แต่ครูนัดเขาไว้ว่า พรุ่งนี้ครูจะไปหาที่บ้าน ให้แชร์โลเกชั่นมาให้ด้วย…

ดังนั้น ในคืนนั้น ครูจึงนัดบอดี้การ์ดมาในวันพรุ่งนี้ เพื่อเตรียมไปบ้านของเด็กคนนั้น และหาทางช่วยเหลือต่อไป ในตอนเช้าครูก็โทรหาเด็กคนนั้นทันที และขอแอดไลน์เขาเพื่อให้ส่งโลเกชันมาให้ เขาให้ไอดีไลน์มา ครูแอดไปทันที เด็กคนนั้น ใช้ชื่อในไลน์ว่า “โดนัท” ภาพโปรไฟล์เป็นรูปที่เห็นไม่ชัดเจน ครูรบเร้าให้เขาส่งโลเกชั่นมาให้ แต่เขาไม่สนใจนอกจากตื่นเต้นกับรูปโปรไฟล์ของครู เขาหัวเราะคล้ายกับคนเสียสติ แล้วก็พูดว่า
”เท่อ่ะ โคตรเท่ รูปโปร์ไฟล์ ชุดทหาร เท่มาก ชอบๆๆๆ” เขาพูดประโยคเดิมซ้ำๆ สลับกับการหัวเราะแบบไม่มีเหตุผล จนครูเริ่มสงสัย ว่าการแต่งเครื่องแบบทหารของครูมันเป็นเรื่องธรรมดามากในโรงเรียน นักเรียนที่นี่จะคุ้นกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าที่จะมีอะไรน่าประหลาดใจได้ขนาดนี้ ครูเริ่มคิดในใจว่า “หรือเขาไม่ใช่เด็กโรงเรียนนี้”…

หลังจากที่เขาวางสายไป และไม่ส่งอะไรกลับมาให้ครูเลย ครูก็ไปในโรงเรียนตามที่ได้นัดกับทีมบอดี้การ์ดเอาไว้ หลังจากนั้น รายชื่อนักเรียน ชั้น ม.4 ม.5 ละ ม.6 ทุกห้องก็ถูกหยิบมานั่งไล่รายชื่อกันทีละห้อง ทีละคน จนแล้วจนรอดก็ไม่มีชื่อสุชานัน หรือว่าชื่อเล่นโดนัท ตามที่เด็กคนนั้นบอกเลย ในที่สุด ครูตัดสินใจโทรหาเด็กคนนั้น แต่เขาไม่รับสายครู 4 สาย ครูก็นั่งรอ จนเขาโทรกลับมา แล้วบอกว่าเขาไม่พร้อมที่จะเจอครู ครูก็ไม่รู้จะไปเจอเขาได้ยังไง ก็เลยได้แค่เก็บใบรายชื่อแล้วก็พาบอดี้การ์ดไปร้านกาแฟแทน และที่นั่น ครูก็ได้เล่าเรื่องเด็กคนนี้กับพฤติกรรมแปลกๆ ให้หมอรุจ เจ้าของร้านกาแฟได้ฟัง หมอรุจบอกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ครูได้คิด ทบทวน”ตามทฤษฎีแล้ว คนที่จะฆ่าตัวตาย มักจะไม่บอกใครนะครับ ส่วนคนที่บอก ส่วนใหญ่จะเรียกร้องความสนใจ”…

ครูกลับบ้านมาแล้วก็นึกเรื่องนี้มาโดยตลอด คืนนี้เด็กคนนั้น ไม่ได้โทรมา และครูก็ไม่ได้ติดต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้อยู่ดี จนกระทั่ง วันต่อมา เวลาประมาณ 5โมงเย็น เด็กคนนั้น ทักไลน์มา เพื่อขอเฟสบุ๊ค เมื่อครูบอกไป ก็เลยขอเฟสบุ๊คเขาเหมือนกัน คราวนี้ เขาบอกมาว่าเฟสบุ๊คเขาคือ “ณัฐนันท์ ศรีภูธร” หลังจากนั้น ครูก็ให้ทีมงาน ห้องม.6/6 ที่ปรึกษาของครูหาข้อมูลทันที และจากการสืบค้นหาข้อมูลในเฟสบุ๊ค ทำให้ครูได้ข้อมูลมาว่าเด็กคนนี้ชื่อ ณัฐนันท์ โซ่เมืองแซะ ชื่อเล่นชื่อโซดา ไม่ใช่โดนัท และชื่อเดิมของเขาสมัยเรียน ม.ต้น คือ วิจิตรา โซ่เมืองแซะ และไม่ใด้เป็นนักเรียนในโรงเรียนที่ครูสอน แต่มีบ้านอยู่ที่มุกดาหาร แล้วจากการที่ดูข้อมูลย้อนหลังไปมากๆ คือเด็กคนนี้เคยเข้ารับการรักษาทางจิตเวชมาระยะหนึ่ง แล้วหยุดยาเอง ปัจจุบัน ไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ในวัย 17 ย่าง 18 ปี…

และในเฟสบุ๊คครูได้เห็นมีการคอมเมนต์ของครูคนหนึ่ง ครูเลยเลือกที่จะทักไปถามหาข้อมูล แต่ข้อมูลที่ครูได้รับคือ การดึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มแชท ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 20 คน และ แต่ละคนเป็นครูทั้งสิ้น โดยแต่ละคน ถูกเด็กคนนี้โทรหา และสร้างสถานการณ์มาแล้วทั้งสิ้น โดยที่เรื่องแต่ละเรื่องจะไม่ซ้ำกันเลย แตกต่างกันไป จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ครูได้มีโอกาสได้เบอร์ของแม่เด็กคนนี้มา เลยโทรไปหา ด้วยอยากปรึกษา และหาทางแก้ไข ทั้งๆที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ แต่เขาก็คือเด็กคนหนึ่ง ที่ควรได้รับการดูแล…

แต่สิ่งที่ครูได้รับข้อมูลมาก็คือ” ครูอย่าไปสนใจมันเลย มันไม่มีอะไรหรอก มันหาเรื่องหลอกคนไปทั่ว มันเคยมีความฝังใจกับครูคนหนึ่งสมัย ม.ต้น แล้วมันก็จะสร้างเรื่องหลอกครูไปหมด โดนกันมาเยอะ ตั้งใจสร้างเรื่อง บางทียังโทรไปหาตำรวจให้มาที่บ้านบอกว่าถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย ข่มขืน แต่ไม่มีอะไร จนตำรวจเขาก็เรียกไปเตือนหลายครั้งแล้ว วันๆ มันไม่ทำอะไรหรอก เอาแต่เล่นโทรศัพท์ และหลอกครูไปทั่ว เคยพาไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช กินยาได้ซักพักก็เลิกกิน แม่เองก็มีลูกตั้ง5คน ไม่มีเวลามาดูแลหรอก แค่ทำมาหากิน ก็หมดวันแล้ว ถ้าเกิดมานั่งเฝ้ามัน ลูกคนอื่นจะกินอะไร อดตายกันพอดี มันไม่ฆ่าตัวตายจริงหรอกครู แม่เคยโยนเชือกให้มันผูกคอตาย มันยังไม่ผูกเลย ครูไม่ต้องสนใจหรอก ปล่อยมัน เดี๋ยวพอครูจับได้ มันก็เลิกยุ่งกับครู แล้วก็ไปหลอกคนอื่นแทน”…

ห๊ะ..แบบนี้ก็ได้เหรอ ให้ครูโดนหลอกกันให้หมดทุกจังหวัดก่อนเหรอ แบบนี้มันเข้าขั้นภัยสำหรับครูแล้วนะเนี่ย ตอนแรกครูก็เงียบๆไปเพราะหลังจากที่ครูโทรคุยกับแม่เด็กไป เด็กก็ลบไลน์ครูทันที หลังจากนั้น เคยโทรมาหาครูอีก แต่ครูให้บอดี้การ์ดรับสาย และบอกว่า อย่าทำแบบนี้เลย ครูเป็นห่วงอย่างจริงจัง และคิดมาก เป็นกังวล การทำแบบนี้ มันล้อเล่นกับความรู้สึก ไม่ควรทำ เขาก็รับปากว่าจะไม่ทำอีก ครูคิดอยากจะช่วยเด็กคนนี้นะ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะผู้ปกครองดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะแก้ไข ในขณะที่ครูยังหาวิธีไม่ได้ ก็มีเรื่องเข้ามาให้ทราบอีกว่าตอนนี้ เด็กคนนั้น ไปหลอกครูที่ไหนอีกก็ไม่รู้ อีก 2 คน คราวนี้ถึงขั้นโทรหา ผอ.ด้วย มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว

ครูจึงตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คนทั่วไปได้รับรู้ เป็นการเตือนภัย เผื่อใครเจอเหตุการณ์แบบนี้ จะได้ตั้งสติโต้ตอบ ก่อนที่จะเสียสติไปหลายวันเช่นเดียวกับครูและหวังอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ามีใคร หรือหน่วยงานไหน ทึ่เข้ามาเห็นโพสต์นี้ แล้วมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีศักยภาพ ในการแก้ไขปัญหานี้ ได้ร่วมด้วยช่วยกัน อย่างน้อยก็เพื่อช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งอย่างถูกวิธีค่ะ…

อยากให้ช่วยกันแชร์ให้ครูได้อ่านกันเยอะๆค่ะ

ครูจะไม่ลบโพสต์นี้ค่ะเพราะครูไม่ได้ต้องการสร้างกระแสแต่ครูต้องการทำในสิ่งที่ควรทำสำหรับกรณีนี้ค่ะ

ขอบคุณเรื่องราวจาก มยุรี ฐานมั่น

Load More Related Articles
Load More By ฮัมซา บิน ลาดิน
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

วิธีเอาเงินคืน หากโดนโกง หลังซื้อของออนไลน์ ปลอดภัย ได้เงินคืนชัวร์ๆ

เดี๋ยวนี้ใครๆก็ซื้อของออนไลน์กันไปซะหมด ไม่ต้องเสียเวลา … …