Home ข่าว หนุ่มปาร์ตี้ผับทองหล่อ ติดเชื้อโควิด โพสต์โวยรัฐ เหน็บหมอ พยาบาล รพ.บำราศฯ

หนุ่มปาร์ตี้ผับทองหล่อ ติดเชื้อโควิด โพสต์โวยรัฐ เหน็บหมอ พยาบาล รพ.บำราศฯ

56 second read
ปิดความเห็น บน หนุ่มปาร์ตี้ผับทองหล่อ ติดเชื้อโควิด โพสต์โวยรัฐ เหน็บหมอ พยาบาล รพ.บำราศฯ
1
2,996

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลทันที เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งอ้างเป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ในกลุ่มผู้ที่ไปใช้บริการในสถานการบริการ ประเภท ผับ บาร์ ย่านทองหล่อ และมีการให้ข้อมูลโดยหน่วยงานของรัฐ จากแนวทางการสอบสวนโรค ว่า มีการติดเชื้อแบบกลุ่มก้อนครั้งแรกของไทย พร้อมประเมินสาเหตุว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาจากการสังสรรค์ ในลักษณะดื่มเหล้า เบียร์ แก้วเดียวกัน หรือ การสูบบุหรี่ หรือ บารากุ โดยมีเพื่อนชาวฮ่องเป็นผู้แพร่เชื้อ ออกมาให้ข้อมูลวิพากษ์ วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ตลอดจนบุคลากรทางแพทย์อย่างรุนแรง ในลักษณะเปรียบเทียบว่า เป็นระบบการรับมือวิกฤตที่ไร้คุณภาพ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนของกระทรวงสาธารณสุข

(คลิกอ่านข้อมูลประกอบ : เปิดไทม์ไลน์ ชาวฮ่องกงมาไทย จัดปาร์ตี้สังสรรค์ ปล่อย COVID-19 จนเพื่อนคนไทยติดทีเดียว 11 คนรวด)

โดยเนื้อหาของการโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าว ระบุว่า “COVID19 ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด…ถ้ารัฐบาลกล้ายอมรับความจริง!!”



ถ้าอยากรู้ว่าผู้ป่วยCOVID19 รุ่นแรกๆของประเทศนี้เป็นยังไงก็อ่านให้จบนะครับ อาจจะยาวหน่อยแต่มันเป็นเรื่องจริง ” ผมคือผู้ติดเชื้อ COVID 19 คนหนึ่งที่ไม่แสดงอาการใดๆ ไม่ป่วย ไม่มีไข้ ไม่ไอ ไม่จาม ไม่อ่อนเพลีย ไม่ปวดเมื้อยตัว ไม่เหนื่อย ไม่ท้องเสีย ร่างกายเป็นปกติมาก (ถ้าไม่ตรวจเจอเชื้อคงไม่มีทางคิดว่าตัวเองติดCOVID19)

ผมจะบอกว่าถ้าใครมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โรคนี้มันจะทำอะไรร่างกายคุณไม่ได้แน่นอนไม่ต้องวิตกกังวลกับมันให้มากจนเกินไป…แต่ แต่ แต่!! หากคุณกลายเป็นผู้ป่วย COVID19 ในประเทศนี้คุณอาจเจอประสบการณ์แบบที่ผมเจอก็ได้…!!

1.รัฐบาลให้ข่าวกับประชาชนไม่ตรงกับความจริงเลย!!
…เริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวว่ากลุ่มพวกผม 11 คน ติดเชื้อจากเพื่อนชาวฮ่องกงเพราะว่ามีเพื่อนชาวฮ่องกงบินมาเที่ยวเมืองไทยแล้วป่วยแต่ยังออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนคนไทย 2 ครั้ง (ย่านทองหล่อ) เมื่อวันที่ 27/02 และ 29/02 โดยมีพฤติกรรมคือกินเหล้าและสูบบุหรี่ม้วนเดียวกันจึงทำให้เชื้อแพร่ระบาดมาจากชาวฮ่องกง (เหมือนจะอยู่ในระดับ2)

…แต่ความจริงแล้วพวกผมไม่รู้จักและไม่เคยเจอชาวฮ่องกงตามที่เป็นข่าว แต่เท่าที่คุยกันในกลุ่มพอจะสรุปได้ว่า มีเพื่อนของเพื่อน (สมมุติว่าชื่อ A) ไปเจอคนฮ่องกงมาเมื่อประมาณวันที่ 21 ก.พ. แล้ว A ก็มากินข้าวที่บ้านเพื่อนผม (สมมุติว่าชื่อ B) เมื่อวันที่ 27/02 ซึ่งต่อมา B มาเจอกลุ่มผมวันที่ 29/02 ซึ่งในวันนั้น A ที่เป็นเพื่อนกับคนฮ่องกงก็ไม่ได้มาสังสรรค์ด้วย เพราะกลุ่มที่สังสรรค์กันทั้งวันที่ 27/02 และ 29/02 นั้นเป็นคนละกลุ่มไม่รู้จักกัน ซึ่งทั้งสองกลุ่มไม่รู้จักและไม่เคยเจอกับชาวฮ่องกงตามที่เป็นข่าวเรย นอกจากนั้นวันที่ 29/02 ที่ผมไปเจอเพื่อนๆ ในกลุ่มนั้นขอยืนยันว่าในวันนั้นไม่มีใครในกลุ่มป่วยหรือแสดงอาการใดๆ

…ดังนั้นจะเห็นว่าพวกผมทุกคนต้องได้รับเชื้อมาจากมาจากเพื่อนคนไทยด้วยกันและเป็นการแพร่ระบาดแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งในการแพร่เชื้อนั้นมันไม่จำเป็นต้องมีใครป่วยหรือแสดงอาการใดๆ แต่รัฐบาลกลับแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าพวกผมได้รับเชื้อมาจากชาวฮ่องกงซึ่งเป็นต่างชาติ เพราะรัฐบาลไม่กล้ายอมรับความจริงว่า ณ เวลานั้นเมื่อวันที่ 29/02 มีการแพร่ระบาดกันระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกันแล้ว และประเทศไทยได้เข้าสู่การแพร่ระบาดระดับ 3 แล้วตั้งแต่ตอนนั้น อีกความจริงก็คือทุกคนในกลุ่มผมวันที่ 29/02 ไม่มีใครมีประวัติเคยสัมผัสหรือใกล้ชิดกับชาวต่างชาติเลยแม้แต่คนเดียว

2.มาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดโรค COVID 19 ของรัฐบาลคือปัญหาหลัก!!

…ผมติดเชื้อ COVID 19 เป็นกลุ่มแรกๆ ตั้งแต่มียอดผู้ติดเชื้อ 59 คน รวมกลุ่มพวกผม 11 คน ยอดรวมผู้ติดเชื้อตามแถลงการณ์ของรัฐบาล ณ เวลานั้น (12/03/63) มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งประเทศ 70 คน รักษาหายกลับบ้านแล้ว 35 คน หมายความว่าวันที่ผมเข้ารับการรักษา ณ สถาบันบำราศนราดูร (11/03/63) มีผู้ป่วย COVID 19 ที่รับการรักษาอยู่ในสถานบาลทั่วประเทศแค่ประมาณ 35 คน แต่เรื่องที่ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์จริงคือ

…หลังจากสังสรรค์วันที่ 29/02 แล้วประมาณวันที่ 4-5/03 เพื่อนๆ ในกลุ่มประมาณ 5-6 คน เริ่มมีอาการป่วยเป็นไข้ทุกคนก็ไปหาหมอและได้รับการตรวจวินิจฉัยตามปกติและได้ขอให้หมอตรวจ COVID19 ให้ด้วยแต่กลับไม่มีใครได้รับการตรวจหาเชื้อ COVID19 เลยแม้แต่คนเดียว ด้วยเหตุผลว่าทุกคนไม่มีประวัติเดินทางไป ตปท. หรือสัมผัสใกล้ชิดกับชาวต่างชาติหรือผู้ติดเชื้อ เพื่อนๆ ที่ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติที่บ้าน จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งไปขอร้องหมอที่ (รพ.เอกชน) ให้ช่วยตรวจ COVID 19 ให้ถึง 3 รอบ หมอถึงจะยอมตรวจให้ผลสรุปว่าพบว่าติดเชื้อวันที่ 10/03 จึงไลน์มาบอกเพื่อนๆ ในกลุ่มทุกคนจึงไปตรวจและพบว่าติดเชื้อกันหมดรวมถึงตัวผมซึ่งไม่มีอาการป่วยใดๆ ด้วย

…กรณีตัวอย่างของพวกผมคือการที่รัฐบาลไม่ยอมรับว่าเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID19 ระหว่างคนไทยกับคนไทยแล้วตั้งแต่ (29/02/63) จึงทำให้หมอไม่ยอมตรวจหาเชื้อ COVID 19 ให้ผู้ป่วยทั้งๆ ที่แสดงการป่วยอย่างชัดเจนแต่กลับวินิจฉัยว่าไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะไม่ได้เดินทางพบปะหรือสัมผัสกับชาวต่างชาติจึงไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ แถมยังให้กลับบ้านไปแพร่เชื้อได้ตามอัธยาศัย แล้วลองคิดดูว่าผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการใดๆ แบบผมถ้าไม่มาตรวจเพราะเพื่อนเป็น ผมคงไม่มีทางคิดว่าตัวเองติดเชื้อ COVID 19 แล้วคงไปแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อโดยไม่รู้ตัวแน่นอน…จนกระทั่งวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่ยอมรับว่าไทยเข้าสู่ระดับ 3 แล้ว สงสัยคงคิดว่าระบาดอยู่แค่ระดับ 2.99 มั้ง

…หลังจากตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว(11/03)ผมก็ถูกส่งตัวเข้ามารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรซึ่งเป็น รพ. หลักของกระทรวงสาธารสุขเกี่ยวกับโรคระบาดแพร่เชื้อโดยเฉพาะซึ่งขณะนั้นยังมีผู้ติดเชื้อที่ต้องอยู่ รพ. ประมาณ 30 กว่าคนทั่วประเทศซึ่งจำนวนผู้ป่วยแค่ 30 กว่าคน หากดูจากความพร้อมที่รัฐบาลแถลงข่าวหรือนายกมาพูดออกทีวีเรื่องแค่นี้คงจะเป็นเรื่องสบายมากสำหรับคนในประเทศนี้

…แต่ความเป็นจริงที่ผมต้องเจอหลังจากถูกส่งตัวมาที่ บำราศฯ มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดอะดิ ในวันแรกๆ จะมีจนท. จากหน่วยงานต่างๆ โทรมาซักประวัติโน้นนั่นนี่หลายสายมาก ถามคำถามเดียวกันจนผมงงว่า “อยู่ในกระทรวงเดียวกันคุณไม่แชร์ข้อมูลกันเลยหรอ?” แม้กระทั่งเมื่อวานผมอยู่ รพ. มา 9 วันแล้วยังมี จนท. โทรมาถามผมอีกว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน? admit รึยัง? มีคนซักประวัติไหม?…เอิ่มมมม!! คือข้าพเจ้าเล่าประวัติไปไม่รู้กี่รอบแล้วครับ อยู่จนจะออกจาก รพ. แล้วยังโทรมาถามอีก555

…10 วันที่อยู่ในบำราศฯ ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังอยู่ในแดนสนธยาหรืออาจเป็นเพราะพวกผมเข้ามา admit โดยที่ไม่มีอาการใดๆ ทุกคนในห้องที่อยู่ด้วยกันไม่มีใครได้รับยาหรือการรักษาใดๆ นอกจากได้ยานอนหลับคนละเม็ดก่อนนอนกับอาหารวันละ 3 มื้อ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11/03 จนถึงวันนี้ 20/03 เป็นเวลา 10 วันเต็มๆ ที่เข้ามา admit ผมยังไม่เคยได้เจอหมอเลยสักครั้งเดียว ไม่มีแม้แต่คำวินิจฉัยโรคจากหมอที่จะทำให้ผมเข้าใจโรคที่ผมกำลังเป็นมากขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ทั้งๆ ที่โรคนี้มันกำลังระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วโลกในตอนนี้ แต่ผมกลับไม่รู้แม้กระทั่งว่าผมกำลังอยู่ในระยะไหนของโรค เชื้อมันกำลังฟักตัว หรือมันกำลังจะแสดงอาการหรือว่ามันกำลังจะหาย รู้แค่ว่าอยู่ๆ ไปรอเชื้อหมดก็กลับบ้านได้ อยู่แบบที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสใดๆ ไม่มีแม้แต่คำแนะนำว่าระหว่างอยู่ในนี้จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเชื้อจึงจะหายไวขึ้น แล้วการอยู่รวมกันหลายคนในห้องจะส่งผลอะไรกับปริมาณเชื้อในร่างกายไหม?

…ชีวิตประจำวันคือการอยู่เฉยๆ กินๆ นอนๆ รอตรวจเชื้อและเจาะเลือดวันเว้นวัน ถ้าตรวจไม่เจอเชื้อ 2 ครั้งติดกันก็กลับบ้านได้ แต่ปกติการตรวจเชื้อคือการเอาไม้เข้าไปเก็บเนื้อเยื้อในโพรงจมูกและลำคอเพื่อนำไปตรวจ แต่พวกผมเป็นกรณีพิเศษที่ต้องเจาะเลือดด้วย พวกเราจึงสงสัยว่าทำไมต้องเจาะเลือดทุกครั้งที่เก็บเชื้อ เพื่อนคนหนึ่งมีโอกาสได้ถามหมอผ่านทางโทรศัพท์ว่าเจาะเลือดไปทำไมคำตอบที่ได้คือ “ผอ.สั่งให้เจาะ” ได้ยินคำตอบแล้วแบบว่า….(มึงเป็นหมอจริงป่าวเนี้ย)

…เนื่องจากพวกเราจะต้องตรวจเชื้อกันวันเว้นวัน ผลการตรวจจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอยว่าจะเป็นNegเมื่อไหร่ แต่ในช่วงอาทิตย์แรกก็ยังไม่มีใครเป็นNegสักที มีแต่พยาบาลมาบอกผลว่าคนนั้นมีเชื้อน้อยแล้ว คนนี้ยังมีเชื้อเยอะอยู่ ซึ่งพวกผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเชื้อเยอะกับเชื้อน้อยมันคืออะไรและมีผลยังไงต่อร่างกาย จนกระทั่งคืนหนึ่งเวลาประมาณ 1.00 น. ย้ำว่าเวลาตีหนึ่ง! มีพยาบาลมาบอกให้น้องคนหนึ่งในกลุ่มย้ายเตียงไปอยู่ห้องเดี่ยวเพราะมีเชื้อน้อยแล้วควรแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว พยาบาลให้น้องเก็บของจากห้องเดิมตอนตีหนึ่งแล้วออกไปนั่งรอในห้องอะไรสักอย่างคนเดียวจนเกือบตีสี่น้องถึงจะได้เตียงใหม่(ห้องเตียงเดี่ยว)ย้ายคนไข้กลางดึกว่าแย่แล้วนะ

แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นพยาบาลก็ให้น้องคนเดิมย้ายเตียงอีกครั้งแต่คราวนี้กลับให้น้องย้ายไปนอนห้องรวมแบบ 3 เตียง ซึ่งไม่ใช่พวกผมแถมอีก 2 เตียงดูมีอาการหนักกว่าพวกผมมาก พวกเราก็เริ่มสงสัยแล้วว่าสรุปผลตรวจเชื้อมากหรือเชื้อน้อยมีผลยังไง เพื่อนผมจึงถามหมอตอนที่คุยโทรศัพท์ว่าผลออกมามีเชื้อเยอะกับเชื้อน้อยว่ามันคืออะไร หมอตอบแบบกระแทกเสียงกลับมาว่า “ไม่มีหรอกเชื้อมากเชื้อน้อย…มีแต่เจอเชื้อกับไม่เจอเชื้อ…พวกคุณไม่ต้องรู้มากหรอกรู้แค่นี้พอแล้ว!!” WTF! นี่หรือคือคำตอบของคนที่มีจรรยาบรรณาแพทย์ จึงสรุปได้ว่าเรื่องเชื้อเยอะเชื้อน้อยน่าจะเป็นนิทานเพื่อย้ายคนไข้เวลาที่ต้องการเตียงตามที่ผู้ใหญ่สั่งมาเท่านั้น

…ความมืดมนในแดนสนธยายังไม่จบแค่นั้น พอเข้ามา admit พวกเราก็รอว่าหมอจะจ่ายยารักษาโรคอะไรให้พวกเรากินบ้างแต่ในวันแรกๆ ก็ไม่มีการจ่ายยาใดๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนเตียงข้างๆ ผมได้กินยาอยู่คนเดียวในห้อง คือยาแก้ไอและลดน้ำมูก ทำให้พวกเราในห้องงงกันหมดว่าทำไมถึงได้กินยาคนเดียว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไอและก็ไม่ได้ขอยาด้วย เพื่อนก็กินไปแบบงงๆ ตอนนั้นพวกเราก็คิดไปว่า…สงสัยหมอคงดูจากฟิล์มเอกซเรย์มั้ง? เพื่อนอีกคนเห็นว่าเพื่อนได้ยาแก้ไอเลยโทรไปขอยาแก้ไอกับพยาบาลบ้าง (โทรตอนกลางวัน)

คืนนั้นพยาบาลถือยาเข้ามาในห้องแล้วเอามาให้เพื่อนคนเดิมที่ได้ยาไปแล้วเพราะพยาบาลเข้าใจว่าเพื่อนคนเดิมขอยาแก้ไอเพิ่ม เพื่อนที่ได้ยาแล้วก็บอกว่าเค้าไม่ได้ขอเพิ่ม เพื่อนเตียงตรงข้ามเป็นคนขอเพราะเค้ามีอาการไอ พวกเราเลยบอกงั้นก็เอายาแก้ไอไปให้เพื่อนคนที่เค้าไอกินสิ พยาบาลบอกว่า “ไม่ได้!!…ต้องถามหมอก่อน” พวกเราก็เริ่มงงว่าทำไมไม่ได้ในเมื่อคนที่ขอเค้าก็ไออยู่จริงๆ พอถามไปถามมาพยาบาลพูดตัดบทกลับมาว่า “กินไม่ได้หรอกนี่มันยาลดน้ำมูกไม่ใช่ยาแก้ไอ..เดี๋ยวไปขอหมอให้ใหม่” WTF!! ตอนถือเข้ามาบอกเป็นยาแก้ไอถือไปถือมากลายเป็นยาลดน้ำมูกซะอย่างงั้น อิหยังวะ?? สรุปคืนนั้นเพื่อนก็ไม่ได้กินยาแก้ไอที่ขอนะ เพื่อนบางคนขอยาแก้ไอวันนี้ได้ยาอีกทีก็พรุ่งนี้เที่ยงหรือไม่ก็เย็นๆ อีกวันหนึ่งเลย นี่แค่ยาแก้ไอนะทำไมมันหายากจัง หนักกว่านั้นก็แปะชื่อคนไข้ที่ซองยาผิดไปเลยจ้า คนไข้ก็กินกันผิดวนไปแบบงงๆ

…จนถึงวันนี้ผมยังคงไม่ได้เจอหมอหรือได้รับคำแนะนำใดๆ จากสถานพยาบาลแห่งนี้นอนรอตรวจเชื้อไปวันๆ แบบงงๆ ว่าสรุปจะต้องตรวจผลที่ บำราศฯ และ กรมวิทย์ฯ ทั้งสองที่แล้วเป็นลบถึงจะได้ออก แต่ระหว่างรอผลจากกรมวิทย์ฯ พยาบาลก็มาบอกว่าต้องรอผลที่บำราศฯ เป็นลบก่อนถึงจะส่งผลไปตรวจที่กรมวิทย์ฯ สรุปคือส่งไปพร้อมกันทั้งสองที่หรือว่าส่งตรวจทีละที่จนถึงวันนี้ 10 วันแล้วผมยังไม่รู้เลยว่ายังไง เพราะพยาบาลคนหนึ่งพูดอย่างอีกคนพูดอย่าง ส่วนหมอไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่พูดไม่คุยอะไรสักอย่าง

คหสต.

  • การที่รัฐบาลไม่กล้ายอมรับความจริงว่าการแพร่ระบาดนั้นเข้าสู่ระดับ 3 แล้วตั้งแต่ก่อนพวกผมติดเชื้อ ยิ่งจะเป็นสาเหตุหลักทำให้การระบาดนี้ควบคุมไม่ได้
  • การที่รัฐบาลไม่ให้ข้อมูลหรือความรู้เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนตามสถานการณ์ที่เป็นจริงและอัพเดท ยิ่งทำให้สังคมตื่นตระหนกหวาดกลัวแล้วกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน กระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งหมดของประเทศ แม้กระทั่งผู้ติดเชื้ออย่างผมยังไม่ได้รับข้อมูลอะไรที่ชัดเจนเลยจริงๆ
  • มาตราการและการบริหารจัดการต่างๆ ของภาครัฐไม่เป็นระบบ ไร้ซึ่งการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีทิศทางในการแก้ไขปัญหาใดๆ ที่ชัดเจนเอาแต่ให้ข่าวสร้างภาพให้ดูดีไปวันๆ “ประเทศไทยเราต้องชนะ..(อิตาลี)..ไปด้วยกัน”
  • มาตรฐานการรักษาที่ผมเจอมาคือการรักษาในขณะที่มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่รพ. แค่ประมาณ 30 กว่าคนเท่านั้น แต่วันนี้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันเกือบ 300 คน มันคือ 10 เท่านับจากวันที่ผม admit ซึ่งไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกเราคนไทยที่ติดเชื้อจะเป็นยังไง เราจะชนะไปด้วยกันอย่างที่นายกพูดได้ยังไง???

“สงสารคนไทยและประเทศไทยที่มีผู้นำที่สามารถจัดการปัญหาได้แค่นี้” #ถ้าอยากให้ประเทศนี้ดีขึ้นช่วยกันแชร์ให้เสียงนี้ไปถึงผู้มีอำนาจด้วยนะครับ

ปล.ถ้าที่ผมโพสต์ไปมันทำให้ภาพลักษณ์หรือหน้าตาของหน่วยงานราชการใดเสียหายแล้วอยากจะฟ้อง พ.ร.บ. คอมฯ หรือหมิ่นประมาทผมเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้กับรัฐบาลก็จัดมานะ เพราะผมออกมาเล่าเรื่องนี้เพราะอยากเห็นมาตรฐานการดูแลและรักษาผู้ป่วย COVID19 ในประเทศนี้ขึ้นกว่านี้ ผมกำลังจะหายแต่ยังมีอีกหลายคนที่กำลังจะเป็นผู้ติดเชื้อและคนเหล่านั้นควรได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าที่ผมเจอ

ไม่กลัวแล้วCOVID19 #กลัวคนไทยตายกันหมด #เพราะมีรัฐบาลเป็นโคมากกว่า

อย่างไรก็ตามกับการโพสต์ดังกล่าวของบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่วนหนึ่งก็มีผู้เข้าไปให้กำลังใจ แต่อีกจำนวนไม่น้อยก็แสดงความเห็นใจแพทย์ พยาบาล จนกระทั่งมีการตั้ง คำถาม และวิพากษ์วิจารณ์กลับ เนื่องจากเป็นผู้กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนใกล้หายเป็นปกติ แต่ออกมาให้ข้อมูลในเชิงลบ ต่อบุคลากรทางแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในระดับประเทศ

อาทิเช่น ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเข้่าไปคอมเม้นต์ถามกลับว่า “1.อยากทราบว่า สรุปแล้ว เพื่อน(B) ป่วยไหม และได้ไปตรวจไหม?
2.คุณรู้ว่าสถานที่ ที่คุณไปเป็นสถานที่เสี่ยง ต่อการติดโรค ทำไมคุณถึงยังเลือกที่จะไป? แม้ว่าจะติดหรือไม่ติดจากตรงนั้น ก็ควรหลีกเลี่ยงใช่ไหมคะ? (ทางรัฐย้ำมาโดยตลอดว่า ให้รักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด)
3.คุณย้ำเองว่า คนที่เป็นพาหะ อาจไม่แสดงอาการป่วย แล้วคุณมั่นใจได้ยังไงว่าเพื่อน(B) ที่ไปเจอเพื่อน(A)ซึ่งเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติ จะไม่เป็นพาหะ?
4.คุณเข้าใจคำว่า การแพร่ระบาดระยะที่3 ตรงตามนิยามนี้ไหม?

ไทยแบ่งการแพร่ระบาดออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. การพบผู้ป่วย จากการนำเข้าจากต่างประเทศ
  2. พบว่ามีการติดต่อกันภายในประเทศ อยู่ในวงจำกัด มีแหล่งต้นตอที่ชัดเจน
  3. พบผู้ป่วยในวงกว้าง และจำนวนหนึ่ง ไม่รู้ที่มาของโรค

ในเคสของคุณ แพทย์น่าจะสืบได้และมั่นใจว่าคุณติดจากชาวฮ่องกงจริง และตอนนั้นยังไม่เป็นวงกว้าง ถามว่ารัฐบาลปิดข่าวตรงไหน?

5.คำพูดจากปากคุณคนเดียว (ที่มีอคติส่วนตัวกับรัฐบาลชุดนี้ จะเชื่อถือได้แค่ไหน?)

6.คุณกล้าเอ่ยชื่อ แพทย์และพยาบาล ที่ปฏิบัติต่อคุณไม่ดีเท่าที่คุณต้องการไหม เพื่อยืนยันการมีตัวตน และให้เขาได้มีโอกาสได้อธิบายบ้าง?

7.กระบวนการการรักษา คนนอกไม่อาจทราบได้ทั้งหมด แต่พอจะเดาได้ว่า เขาต้องรักษาตามอาการ คุณมีภูมิต้านทานที่ดี ก็ขอยินดีกับคุณด้วย ที่ไม่ต้องกินยาเยอะ ไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ แต่อย่าเอาตัวเองเป็นมาตรฐานในการรักษา สำหรับเคสอื่นๆนะคะ ต้องดูเป็นเคสไปค่ะ

8.ด้านการบริการ ถ้าคุณไม่พอใจ ก็ไปร้องเรียนได้ แต่ขอให้เห็นใจบุคลากร ที่ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนด้วยนะคะ หมอ, พยาบาล เขาก็เป็นคนค่ะ #ขออย่าตัดกำลังใจคนทำงาน ด้วยความรู้สึกที่มีอคตินะคะ

ประเด็นสำคัญเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมจากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ระบุตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด -19 พบว่ามีทัศนคติในทางการเมือง สนับสนุนการเคลื่อนไหวของอดีตพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างชัดเจน

Load More Related Articles
Load More By ริวซากิ
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

หมอข้องใจไทยได้ วัคซีนไฟเซอร์ – โมเดอร์นา ล่าช้า โทร.ถามผู้ผลิตถึงความแตก

ประชาชนถึงรู้ความจริงหมด หลังหมอข้องใจ ทำไมประเทศไทยถึงได้ วัคซีนไฟเซอร์ - โมเดอร์นา ล่าช้…