Home ข่าว นักข่าวดังเล่าเบื้องหลังสุดฉาว ทนายแสบทำยังไงกับป้าบุรีรัมย์ พลาดท่าโดนยึดบ้านพร้อมที่ดินมาขายคืน 4 ล้าน

นักข่าวดังเล่าเบื้องหลังสุดฉาว ทนายแสบทำยังไงกับป้าบุรีรัมย์ พลาดท่าโดนยึดบ้านพร้อมที่ดินมาขายคืน 4 ล้าน

30 second read
ปิดความเห็น บน นักข่าวดังเล่าเบื้องหลังสุดฉาว ทนายแสบทำยังไงกับป้าบุรีรัมย์ พลาดท่าโดนยึดบ้านพร้อมที่ดินมาขายคืน 4 ล้าน
0
3,527

ทำเอาป้าวัย 56 ปีเดือดร้อนจนต้องขึ้นป้ายขอความช่วยเหลือจากนายกฯ หลังถูกจับและฟ้องขับไล่ออกจากบ้านตัวเอง เพียงเพราะค้ำประกันรถ จยย. 8 หมื่นบาทให้กับคนรู้จักต่างหมู่บ้าน จนโดนยึดบ้าน-ที่ดิน 14 ไร่ขายทอดตลาดได้ราคา 3.4 แสน ป้าขอเจรจาซื้อบ้านคืนกลับถูกทนายบริษัทตั้งราคาสูงลิ่ว 4 ล้าน

โดยชาวบ้านบ้านสายโท 2 ใต้ ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร้องเรียนว่ากำลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนัก และอยากขอความช่วยเหลือ กรณีถูกแจ้งจับฐานบุกรุกและฟ้องขับไล่ให้ออกจากบ้านตัวเอง จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ยังบ้านหลังดังกล่าว พบว่าเป็นบ้านของนางวัฒนา คงงาม หรือ ป้าวรรณ อายุ 56 ปี โดยบริเวณหน้าบ้านได้มีการขึ้นป้ายข้อความว่า “ท่านนายกฯ ลุงตู่ ช่วยชาวบ้านด้วย ค้ำประกันรถมอเตอร์ไซค์ 80,000 บาท ยึดที่ดิน 14 ไร่ ถูกจับขังคุก ไม่มีที่ยืนในสังคมแล้ว เดือดร้อนมากจริงๆ”

ต่อมา มนตรี อุดมพงษ์ นักข่าวชื่อดังได้โพสต์ความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “”กรณีป้าบุรีรัมย์ ค้ำรถจยย. ให้ลูกชายเพื่อนบ้าน แต่เบี้ยวหนี้ 8 หมื่น แต่ป้าถูกฟ้องเสียบ้านและที่ดิน 13 ไร่ ถ้าว่ากันตามตัวบทกฎหมาย ทนายความ ที่ซื้อทรัพย์ คือบ้าน และที่ดิน รวม 13 ไร่ ของป้าชาวบุรีรัมย์ ด้วยเงิน 3 แสน 4 หมื่นบาท และรับภาระหนี้ ธกส. อีก 8 แสนบาทนั้น ถือว่า ไม่ผิดกฎหมาย



แต่เรื่องนี้ มีบทเรียน ช่องว่างอยู่มาก ที่ป้าวัฒนา เสียรู้ เสียใจ คือ ป้าค้ำประกันให้เพื่อนบ้าน(ที่ไม่ค่อยจริงใจนัก) จนเป็นหนี้ 8 หมื่นบาท พอถูกฟ้อง เพื่อนบ้านก็นำเอกสารมาให้ป้า เซ็นอีก เพื่อมอบอำนาจ ไปไกล่เกลี่ย คนซื้อรถ ไม่มีทรัพย์ให้ยึด ซึ่งเจ้าตัวย่อมรู้แก่ใจ และย่อมรู้แก่ใจอีก ว่าป้าคนค้ำประกัน มีทรัพย์ การที่คนซื้อรถ ได้อำนาจจากป้า ไปเจรจาไกล่เกลี่ย จึงนับว่า ได้โอกาสดีจากป้า ..ซึ่งโอกาสนี้ คาบเกี่ยว หรือมีเส้นบางๆ ระหว่างโอกาส กับฉวยโอกาส

ปรากฎว่าการไกล่เกลี่ยบอกว่า จะทะยอยใช้หนี้ 8 หมื่นบาท ภายใน 24 งวด และในการไกล่เกลี่ยนั้น มีคำพิพากษาศาลมาแล้วว่า ต้องดำเนินการตามนี้ หากผิดนั้น จำเลยที่ 1 คือคนซื้อ จำเลยที่ 2 คือป้า ที่เป็นคนค้ำ ต้องถูกยึดทรัพย์ และหากป้าคนค้ำ ไม่พอใจต่อคำพิพากษาของการไกล่เกลี่ยนี้ ก็ต้องคัดค้านภายใน 1 เดือน นับจากวันที่พิพากษา

ปัญหาคือว่า คนซื้อรถ เมื่อได้คำพิพากษา และไกล่เกลี่ยมาแล้ว ก็มาบอกป้าว่า “ป้า ไปไกล่เกลี่ยมาแล้วนะคร้าาาาา ป้าไม่ต้องห่วงนะคร้าาาาา ดิฉัน กับลูกจะรับผิดชอบเอง เรียบร้อยแล้วค่ะ” การพูดเช่นนี้ ทำให้ป้า ซึ่งปกติไว้ใจ เชื่อใจ ยิ่งไม่กังวลใจ คือไม่ทราบข้อมูลการไกล่เกลี่ยวตกลงกัน ไม่ทราบเงื่อนไขว่าถ้า เขาไม่จ่ายหนี้ที่เหลือใน 24 งวด จะถูกยึดทรัพย์

ข้อมูลเหล่านี้ป้าไม่รู้เลย บทเรียนแท้ๆ!!!!! ดังนั้น เมื่อป้าไม่รู้ จึงไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษานั้นภายใน 1 เดือน เท่ากับยอมรับว่าจะต้องทำตาม และเมื่อเวลาผ่านไป 7 เดือน จำเลยที่ 1 คือคนซื้อรถ จ่ายหนี้ไม่ได้ คำพิพากษายึดทรัพย์ป้า จึงมีผลทันที ทนายความของร้านจยย. จึงขอหมายบังคับคดี เพื่อให้ยึดทรัพย์ป้า !!! ซึ่งไม่มีอะไรผิดขั้นตอนกฎหมายเลย

แต่ป้าจะรู้เท่าทันหรือไม่ …นี่คือสิ่งที่น่ากังวล ทีนี้ เพื่อศาลมีคำสั่งถึงบังคับคดี ทนายก็ไปตามสืบ พบว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สิน แต่จำเลยที่ 2 คือป้า มีที่ดิน 13 ไร่ จำนองกับ ธกส. ติดหนี้ 8 แสนบาท ทนายก็บอก บังคับคดีว่า ป้ามีทรัพย์ จึงนำสำเนาโฉนดที่ดินป้ามาขายทอดตลาด การขายทอดตลาด มีกำหนด 4 ครั้ง เพื่อว่า หากขายครั้งที่ 1ไม่ได้ ก็จะเปิดขายอีก 3ครั้งที่เหลือ แต่หากขายได้ตั้งแต่ครั้งแรก ก็ตกเป็นของผู้ซื้อ

ป้าต้องไปคัดค้าน ไปแสดงสิทธิ์ หรือป้ามีสิทธิ์ นำเงินไปประมูลซื้อคืนก็ได้ อันที่จริง ถ้ามีนักกฎหมาย หรือคนบอกข้อมูล หรือทนายเองมีใจเป็นธรรม บอกกับป้าว่า “ป้า…หาเงิน 8 หมื่น มาคืนร้าน จยย.เสียเถิด ป้าจะได้ไม่ต้องเสียที่ดินกับบ้าน 13 ไร่ ..” แต่นี่ ป้าไม่รู้ ไม่มีใครบอก ดังนั้น ป้าไม่มีเงิน 8 หมื่นไปใช้หนี้ และป้าไม่มีเงินไปประมูลซื้อ ที่ดิน 13 ไร่ บ้าน 1 หลัง (และอีก 5 หลังที่เพื่อนบ้านมาซื้อที่บ้านโดยไม่ได้แยกโฉนด) จึงถูกประมูลซ้อ ในราคา 3 แสน 4 หมื่นบาท ทันทีตั้งแต่การประมูลขายครั้งแรก

และผู้ประมูลซื้อคือ ทนายความ ของร้านจยย.นั่นเอง ตอนนี้เงินค่าที่ดิน 3 แสน 4 หมื่น ถูกแบ่งไปใช้หนี้ให้ร้าน จยย. ส่วนเงินที่เหลือ จะคืนให้ป้า ซึ่งยังอยู่ที่สำนักงานบังคับคดี หากป้าไม่ไปรับภายใน 5 ปีจะตกเป็นของแผ่นดิน เห็นอะไรไหมครับ…….ในข้อเท็จจริงเหล่านี้ ล่าสุด ที่ดินถูกโอนเป็นของทนายแล้วโดยชอบ เพราะทนายซื้อตามกฎหมาย แต่ป้า ไม่มีที่อยู่ จึงอาศัยในที่เดิม ทนายคนนี้ ก็ฟ้องแพ่ง ขับไล่ป้า ให้ออกจากที่ พร้อมเรียกค่าเสียหายอีก 3 แสนบาท จะขึ้นศาล 27 มกราคมนี้

ทำให้ป้า เสียที่ดิน เสียบ้าน เมื่อยังอยู่ ก็ถูกฟ้องขับไล่อีก ซ้ำร้ายกว่านี้ เพื่อนบ้านที่ซื้อที่ดินป้าไว้ตั้งแต่10 ปีก่อน แต่ยังไม่ได้แยกโฉนด ก็จ้างทนายคนอื่น ฟ้องป้า /ฟ้องร้านจยย. และฟ้อง ทนายคนที่มาซื้อที่ดินแปลงนี้อีกว่า “ร่วมกันฉ้อโกง กรณีที่ดินแปลงนี้” โดยเพื่อนบ้านบอกว่า “ไหนป้าบอกจะไม่ขายที่ดินไง โฉนดก็ยังไม่ได้โอน ” ป้าก็ได้แต่บอกว่า “ป้าไม่ได้ขาย ป้าถูกยึดทรัพย์ และขายทอดตลาดไปแล้ว”

เห็นอะไรไหมครับ ถ้าป้ามีโอกาสได้ความรู้ หรือคำแนะนำจากใครสักคน หรือใครสักคนที่มีความรู้ทางกฎหมาย แล้วมีน้ำใจบอกว่า “ป้า มันมีทางออกแบบนี้นะ หรือแบบนั้นนะ หาเงินมา 8 หมื่น ดีกว่า เสียที่ดิน 13 ไร่นะป้า” อะไรทำนองนี้ ป้าคงไม่ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดกับป้า วัฒนา ดงงาม ณ บ้านสายโท 2 ใต้ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์”

กระทั่งล่าสุด นักข่าวคนดังกล่าวได้โพสต์อีกครั้งว่า “กรณีป้าบุรีรัมย์ ค้ำประกันให้ลูกชายเพื่อนบ้าน แล้วถูกฟ้องเสียบ้าน และที่ดิน 13 ไร่ ย้ำว่าการฟ้อง และบังคับคดีเป็นไปตามกฎหมาย ผู้ซื้อทรัพย์คือทนายความ ของร้าน จยย.ซึ่งซื้อถูกกฎหมาย คำว่า ถูก หรือผิดกฎหมาย กับความ ควร หรือไม่ ควร เป็นคนละเรื่องกัน ถูกกฎหมาย แต่อาจไม่ควรทำ หรือผิดกฎหมาย แต่ ณ เวลานั้น ควรทำ ทั้งสองอย่างนี้ ละเอียดอ่อนต่อการตัดสินใจ

ผมคิดว่าทนายไม่ผิดที่ซื้อที่ดิน แต่เพราะอะไรผมจึงคิดว่า ไม่ควร อันที่จริง ไม่ใช่แค่ทนายไม่ควรซื้อ แต่ผมคิดว่า เรื่องของป้า ไม่ควรต้องมาถึงขั้นต้องถูกขายทอดตลาด ถ้าหากป้าได้รับคำแนะทำทางกฎหมาย ประเด็นคือ

  1. ป้าค้ำประกันให้คนอื่น /คนอื่นไม่จ่าย /ทวงแล้วก็ไม่จ่าย หนีหาย /จึงฟ้อง ผู้ซื้อและผู้ค้ำ
  2. แม่ผู้ซื้อ ถือเอกสาร เรื่องที่ลูกชายถูกฟ้อง มาหาป้าคนค้ำ แล้วบอกว่า “ป้าถูกฟ้อง พร้อมกับลูกชาย แต่ให้ไปไกล่เกลี่ยะ ป้าไม่ต้องไป ก็ได้ มอบอำนาจมา หนูจะไปไกล่เกลี่ยเอง”
  3. ป้าหลงเชื่อใจ คราวนี้มอบอำนาจให้ไปไกล่เกลี่ย ซึ่งข้อความไกล่เกลี่ยสำคัญมากว่า หากปฎิบัติตามการไกล่เกลี่ยไม่ได้ ทั้งสองจะต้องชดใช้
  4. เมื่อถึงเวลาไม่ใช้จริง คนซื้อไม่มีทรัพย์ /คนค้ำก็ต้องรับผิดชอบ 8 หมื่นบาท ซึ่งถูกฟ้องบังคับเอาทรัพย์นั้น คือบ้าน และที่ดิน ไปขายทอดตลาด เพื่อเอาหนี้ 8 หมื่นบาท

ขั้นตอนทั้งหมด มีหรือที่ทนายจะมีไม่รู้ // คนในหมู่บ้าน ส่วนหนึ่ง รู้พฤติกรรมแม่ลูก ที่ไปเช่าซื้อรถ จยย.นี้ดี /ทีมข่าวลงพื้นที่ ก็ยังพอรู้ว่า ” ป้าพลาดท่า ถูกหลอกให้ค้ำ และป้าก็พลาดท่าซ้ำ ถูกหลอกให้มอบอำนาจไปไกล่เกลี่ย”

ถ้ามีใครสักคนที่มีความรู้ และใกล้ชิดป้า ซึ่งอาจเป็นทนายคู่กรณีก็ได้ แล้วมีน้ำใจบอกป้า ตั้งแต่แรกว่า ” ป้า ต้องถูกยึดทรัพย์มาใช้หนี้ 8 หมื่นนะ ถ้าป้ามีเงิน 8 หมื่น ก็เอามาวางที่ศาล หรือบังคับคดี ที่ดินก็จะไม่ถูกขาย” แต่ ป้าไม่มีโอกาสที่จะรู้ข้อมูลนั้น ทำให้ถูกขายที่ดิน ย้อนกลับมาเหตุผลว่า ทำไมทนายคนนี้ไม่ควรซื้อ ผมคิดว่าทนายท่านนี้รู้ข้อมูล ความเดือดร้อนของป้า แน่นอนป้าไปเซ็นค้ำเอง แต่ผมคิดว่า พอจะดูออกว่าป้าถูกหลอก จาก คนเช่าซื้อ

ดังนั้น แนะนำป้าเสียก็ย่อมได้ แต่เอาล่ะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ป้าบอกว่า จะหาเงินมาไถ่ถอนคืน ที่ทนายซื้อจากบังคับคดี 3 แสน 4 หมื่น และแบกรับหนี้ธกส.อีก 8 แสน ซึ่งป้าจะขอซื้อ 5 แสน และหนี้ ธกส.ก็เป็นของป้าเหมือนเดิม ทนายท่านนี้บอกว่า จะขายคืน 4 ล้าน !!!!”

ขอบคุณเฟซบุ๊ก มนตรี อุดมพงษ์

Load More Related Articles
Load More By ริวซากิ
Load More In ข่าว
Comments are closed.

Check Also

ศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง ยึดทรัพย์ทนายจอมแสบ โกงเงินน้องบีม เด็กสาวโดนรถชนจนพิการ

สืบเนื่องจากกรณี น้องบีมหรือ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง อายุ 1 … …